ดอกแก้ว สรรพคุณ

แก้ว สรรพคุณ และประโยชน์ดอกแก้ว

สรรพคุณและประโยชน์ของดอกแก้ว ราก มีรสชาติเผ็ด ขม สุขุม ใช้บรรเทาอาการปวดเอว และแก้ผื่นคันที่เกิดจากความชื้น หรือที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ใบ ใช้ในการขับพยาธิตัวตืด แก้บิด และแก้ท้องเสีย ราก หรือใบ ใช้เป็นยาขับประจำเดือน ในกรณีที่ประจำเดือนมาน้อยเกินไป หรือมายาก ดอก หรือใบ ใช้เป็นยาแก้ไอ เวียนศีรษะ และช่วยในย่อยอาหาร แก้ไขข้ออักเสบ

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้คนในบ้านมีความดี มีคุณค่าสูง เพราะคำว่า แก้ว นั้นหมายถึง สิ่งที่ดีมีค่าสูงเป็นที่นับถือบูชาของบุคคลทั่วไปซึ่งโบราณได้เปรีบเทียบของที่มีค่าสูงนี้เสมือนดั่งดวงแก้ว นอกจากนี้คนโบราณยังมีความเชื่ออีกว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้เป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ มีความเบิกบาน เพราะแก้วคือความใสสะอาดความสดใสนอกจากนี้ดอกแก้วยังมีสีขาวสะอาดสดใสมีกลิ่นหอมนวลไปไกลและยังนำดอกแก้วไปใช้ในพิธีบูชาพระในพิธีทางศาสนาได้เป็นสิริมงคลยิ่งอีกด้วย

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นแก้วไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murraya paniculata (L.) Jack
วงศ์ : RUTACEAE
ชื่ออื่น : กะมูนิง (มลายู-ปัตตานี) แก้วขาว (ภาคกลาง) แก้วขี้ไก่ (ยะลา) แก้วพริก ตะไหลแก้ว (ภาคเหนือ) แก้วลาย (สระบุรี) จ๊าพริก (ลำปาง)

ลักษณะพืช
แก้วเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางลำต้นมีความสูงประมาณ5-10 เมตรเปลือกลำต้นสีขาวปนเทาลำต้นแตกเป็นสะเก็ดเป็นร่องตามยาวการแตกกิ่งก้านของทรงพุ่มไม่ค่อยเป็นระเบียบใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบใบเป็นมันสีเขียวเข้มขยี้ดูจะมีกลิ่นฉุนแรงขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยขนาดของใบกว้างประมาณ 2 – 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ3-6 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อใหญ่ช่อสั้นออกตามปลายกิ่งหรือยอดช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 5 – 10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร ผลรูปไข่ รีปลายทู่ มีสีส้ม ภายในมีเมล็ด 1 – 2 เมล็ด

สรรพคุณ

ราก – รสเผ็ด ขม สุขุม ใช้แก้ปวดเอว แก้ผื่นคันที่เกิดจากชื้นและที่เกิดจากแมลงกัดต่อย
ใบ – ขับพยาธิตัดตืด แก้บิด แก้ท้องเสีย
ราก, ใบ – เป็นยาขับประจำเดือน
ดอก, ใบ – ช่วยย่อย แก้ไขข้ออักเสบ แก้ไอ เวียนศรีษะ
ผลสุก – รับประทานเป็นอาหารได้

ขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ดและการตอน สามารถแบ่งเป็น 2 วิธี

การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน คนไทยโบราณนิยมปลูกไว้เพื่อเป็นแนวรั้วบ้าน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก การปลูกแบบนี้สามารถปลูกเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวก็ได้และสามารถตัดแต่งบังคับทรงพุ่มได้ตามความต้องการของผู้ปลูก
การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12 – 16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วนอัตรา 1 : 1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถาง 1 – 2 ปี/ ครั้ง หรือตามความเหมาะสมของการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม เพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไปและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

ต้องการน้ำปริมาณปานกลาง ควรให้น้ำ 3 – 5 วัน / ครั้ง ชอบดินร่วนซุย หรือดินร่วนทราย ต้องการแสงแดดจัด ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา 1 – 2 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4 – 6 ครั้ง ใส่ปีละ 4 – 6 ครั้ง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง เพราะเป็นไม้ที่มึความทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร

การใช้ประโยชน์ทางด้านเนื้อไม้ เนื้อไม้ที่ีแปรรูปใหม่สีเหลืองอ่อน พอนานเข้ากลายเป็นสีเหลืองแกมเทา เสี้ยนอาจตรงหรือสน มักมีลายพื้นหรือลายกาบในบางต้น เนื้อละเอียดสม่ำเสมอเป็นมันเลื่อย ผ่า ไส ขัด ตบแต่งได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องกลึง ด้ามเครื่องมือ ไม้บรรทัด ด้ามปากกา มีลายสวยงาม กรอบรูป ภาชนะ ซอ ด้ามเครื่องมือต่างๆ
การใช้ประโยชน์ทางด้านภูมิสถาปัตย์ เป็นไม้พุ่มที่มีทรงตัดแต่งได้สวยงาม ใบเขียวตลอดปีและมีดอกที่สวยงาม กลิ่นหอมแรกมาก ใช้ปลูกประดับเพื่อความสวยงาม
การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
ก้านและใบ – รสเผ็ด สุขุม ขม ใช้เป็นยาชาระงับปวด แก้ผื่นคันที่เกิดขึ้นจากความชื้น แก้แผลเจ็บปวดเกิดจากการกระทบกระแทก ต้มอมบ้วนปาก แก้ปวดฟันโดยใช้ใบสดตำพอแหลกแช่เหล้าโรง ในอัตราส่วน 15 ใบย่อยหรือ 1 กรัมต่อเหล้าโรง 1 ช้อนชา หรือ 5 มิลลิลิตร เอาน้ำจิ้มบริเวณที่ปวด

ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ : ก้าน, ใบ, ราก, ดอก, ผลสุก
สรรพคุณทางยา :

ก้านและใบ มีรสชาติ สุขุม เผ็ดร้อน ขม นำมาใช้เป็นยาชาระงับปวด หรือนำมาทาแก้ผื่นคันที่เกิดจากความชื้น แก้แผลปวดแผลฟกช้ำ หรือแผลที่เกิดจากการกระทบกระแทก และยังใช้แก้แก้ปวดฟันได้
ราก มีรสชาติเผ็ด ขม สุขุม ใช้บรรเทาอาการปวดเอว และแก้ผื่นคันที่เกิดจากความชื้น หรือที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
ใบ ใช้ในการขับพยาธิตัวตืด แก้บิด และแก้ท้องเสีย
ราก หรือใบ ใช้เป็นยาขับประจำเดือน ในกรณีที่ประจำเดือนมาน้อยเกินไป หรือมายาก
ดอก หรือใบ – ใช้เป็นยาแก้ไอ เวียนศีรษะ และช่วยในย่อยอาหาร แก้ไขข้ออักเสบ

วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ :
ใช้ภายใน รับประทานขับพยาธิตัวตืด แก้บิด แก้ท้องเสีย

  • ถ้าใช้ก้าน หรือใบสด ให้นำมาประมาณ 10-15 กรัม จากนั้นนำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว แล้งเคี่ยวให้เหลือเพียง 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า เย็น
  • ใช้ดองเหล้า โดยการนำก้าน ใบ หรือ รากที่นำไปตากแดดแล้ว มาดองกับเหล้า แล้วใช้ดื่มแต่เหล้า ครั้งละ 1 ถ้วย ใช้เป็นยาขับประจำเดือนได้
  • ใช้รากแห้ง 10-15 กรัม (สด 30-60 กรัม) ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น

ใช้ภายนอก

  • ใช้ก้านและใบสดในการบรรเทาอาการปวด หรือแก้ผื่นคัน โดยการนำก้าน หรือใบสดมาตำให้ละเอียด จากนั้นนำมาพอก หรือคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น
  • ถ้าใช้ใบแห้งมารักษาบาดแผล ให้นำใบแห้งบดเป็นผงละเอียด แล้วนำมาใส่ที่บาดแผล
  • นำรากแห้ง หรือรากสด มาตำให้ละเอียด แล้วพอก หรือต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็นแผล หรือผื่นที่เกิดจากความชื้น
  • นำใบ หรือก้านสด มาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 50 % แล้วนำมาใช้เป็นยาชาเฉพาะที่

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *