เปล้าน้อย สรรพคุณ

เปล้าน้อย สรรพคุณ สารสำคัญที่เป็นประโยชน์

เปล้าน้อย สรรพคุณ ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ ราก ต้มน้ำดื่มตอนอุ่น แก้โรคกระเพาะอาหาร ตำรายาไทย ใช้ ใบ รสร้อน แก้คันตามตัว รักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี ผล รสร้อน ต้มน้ำดื่ม ขับหนองให้กระจาย ดอก เป็นยาขับพยาธิ เปลือกต้น รสร้อน ช่วยย่อยอาหาร เปลือกและใบ รักษาโรคท้องเสีย บำรุงโลหิตประจำเดือน รักษาโรคผิวหนัง ราก รสร้อน แก้ลมขึ้นเบื้องบนให้เป็นปกติ แก่น รสร้อน ขับโลหิต แก้ช้ำใน

เปล้าน้อย (Croton sublyratus Kurz) หรือเรียกตาม ชื่อพื้นบ้านอีสานว่า เป้าตัวผู้ จัดเป็นพืชในวงศ์ EUPHORBIACEAE เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทย พบขึ้นกระจายทั่วไปในประเทศไทย พบในป่าหลายแห่งแถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี กาญจนบุรี เจริญเติบโตเร็ว ทนต่อสภาพแห้งแล้ง

มีการระบุไว้ในสมุดข่อยโบราณว่าเปล้าทั้งสอง (คนโบราณมักจะเรียกควบกันว่า เปล้าน้อย และ เปล้าใหญ่) มีสรรพคุณโดยใช้ใบในการบำรุงธาตุ ใช้ดอกแก้พยาธิ ลูกดองสุรากินขับโลหิตระดูในเรือนไฟ เปลือกและกะพี้ช่วยย่อยอาหาร แก้เลือดร้อน แก่นขับเลือดหนองให้ตกและขับไส้เดือน รากขับผายลม

ตามตำรายาไทย เปล้าน้อย มีสรรพคุณดังนี้ เปลือกต้น ช่วยย่อยอาหาร แก่น กระจายลม ใบ บำรุงธาตุ เปลือกและใบรักษาโรคท้องเสีย บำรุงโลหิตประจำเดือน นอกจากนี้ยังพบว่าเปล้าน้อยมีฤทธิ์ยับยั้งแผลในกระเพาะอาหารและรักษาแผลเรื้อรังในลำไส้ รวมถึงแผลพุพองตามบริเวณต่างๆได้ดีโดยความเป็นพิษและผลข้างเคียงต่ำ ที่อาจพบได้บ้างคือ อาการไม่สบายท้อง ผื่นคันที่ผิวหนัง ผู้เป็นโรคกระเพาะอาหารรุนแรงเพียงใช้ใบสดหรือใบแห้งสองสามใบชงน้ำดื่มในลักษณะเดียวกับชงน้ำชาดื่ม โรคกระเพาะ ก็จะหายได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ถ้าดื่มเข้มข้นมากๆมีรสขม

ใบเปล้าน้อยที่ปลูกในประเทศไทยมีสาร เปลาโนทอล (Plaunotol) ซึ่งเป็น diterpene alcohol มีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะ อาหารดีมาก กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อทำให้แผลหายเร็ว มีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการหลั่งกรด ยับยั้งการเจริญของเชื้อ H.pyroli ในสัตว์ทดลองและการศึกษา in vitro แต่ต้องสกัดและทำเป็นยาเม็ด (Kelnac)

เปล้าน้อย เป็นพืชสมุนไพรของไทยชนิดหนึ่ง ปัจจุบันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Croton stellatopilosus Ohba. และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์เดิมว่า Croton sublyratus Kurz.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Croton stellatopilosus Ohba
ชื่อพ้อง : Croton sublyratus Kurz
วงศ์ : EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น : เปล้าท่าโพ (ภาคตะวันออกเฉียงใต้)

ลักษณะ
ต้นเปล้าน้อย เป็นไม้พุ่มยืนต้น สูงประมาณ 2 – 3 เมตร อยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae พบอยู่ตามป่าเบญจพรรณ เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน พื้นที่ดินร่วนถึงดินปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ในประเทศไทยพบได้ในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี นครพนม กาญจนบุรี เป็นต้น ใบของเปล้าน้อยมีลักษณะต่างกันเล็กน้อยตามชนิดพันธุ์ แต่ลักษณะโดยรวมเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปร่างของใบคล้ายใบหอก คือ โคนใบสอบแคบ กลางใบกว้าง แล้วเรียวแหลมลงไปที่ปลายใบ ขอบใบจักเล็กๆ ไม่สม่ำเสมอ ผิวใบมีขนสีสนิมและจะหายไปเมื่อใบแก่จัด
ในสภาพธรรมชาติ เปล้าน้อยเป็นไม้ผลัดใบในช่วงหน้าแล้ง โดยจะเริ่มพักตัวในช่วงที่อากาศเริ่มเย็น ใบจะทยอยแห้งและร่วงหมดต้นในฤดูแล้ง ขณะเดียวกันก็เริ่มสร้างตาดอกช่วงปลายฝนต่อฤดูหนาว

  • ดอก – ขนาดเล็กออกเป็นช่อโดยมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน
  • ผล – มีขนาดเล็กลักษณะเป็นพู 3 พูอยู่ด้วยกัน ผลจะพัฒนาจนแก่จัดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม
  • เปลือกผล – เมื่อแห้ง มีสีน้ำตาลและแตกออกง่ายเมื่อถูกกระทบกระเทือนหรือถูกความชื้น ทำให้เมล็ดภายในแต่ละพูหลุดออกจากผลแห้ง ใน 1 พูมีเมล็ด 1 เมล็ด
  • เมล็ด – ขนาดกว้าง 2 – 3 มิลลิเมตร ยาว 3 – 4 มิลลิเมตร ลักษณะผิวเรียบสีน้ำตาล มีลายเส้นตามแนวยาวสีขาวหนึ่งเส้น

สรรพคุณ
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ ราก ต้มน้ำดื่มตอนอุ่น แก้โรคกระเพาะอาหาร
ตำรายาไทย ใช้ ใบ รสร้อน แก้คันตามตัว รักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี ในใบมีสารสำคัญคือ “เปลาโนทอล” (plaunotol) ทำให้การหลั่งกรดในกระเพาะน้อยลง และกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อทำให้แผลหายเร็วขึ้น มีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะอาหาร การใช้สารควรใช้ครั้งละ 80 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้นถึง 80-90% อาจมีอาการข้างเคียงบ้างคือ ผื่นคัน ท้องร่วง แน่นท้อง ท้องผูก ผล รสร้อน ต้มน้ำดื่ม ขับหนองให้กระจาย ดอก เป็นยาขับพยาธิ เปลือกต้น รสร้อน ช่วยย่อยอาหาร เปลือกและใบ รักษาโรคท้องเสีย บำรุงโลหิตประจำเดือน รักษาโรคผิวหนัง ราก รสร้อน แก้ลมขึ้นเบื้องบนให้เป็นปกติ แก่น รสร้อน ขับโลหิต แก้ช้ำใน
ยาพื้นบ้านล้านนา ใช้ ใบ แก่น ดอก เปลือก รักษาอาการไอ ขับเสมหะ รักษาแผล สมานแผล

สารสกัดจากเปล้าน้อยที่สำคัญชนิดหนึ่งคือ เปลาโนทอล (อ่านว่า เปลา-โน-ทอล) มีคุณสมบัติในการรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ซึ่งเป็นเชื้อสาเหตุหนึ่งของโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง นอกจากนี้สารเปลาโนทอลยังมีคุณสมบัติในการช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อบุกระเพาะอาหารขึ้นใหม่ จึงมีผลให้แผลที่เยื่อบุกระเพาะอาหารหายเร็วขึ้น

ประโยชน์ของเปล้าน้อย
ใบเปล้าน้อยสามารถใช้รับประทานเป็นอาหารได้ ด้วยการรับประทานร่วมกับน้ำพริก หรือจะใช้ใบสดนำมาชงเป็นชาสมุนไพรดื่มก็ได้เช่นกัน แต่ยังมีข้อจำกัดก็คือ ใบเปล้าน้อยมีรสขมมาก อีกทั้งปริมาณของสารเปลาโนทอลก็มีอยู่ค่อนข้างต่ำ จึงใช้รับประทานครั้งละมาก ๆ ไม่ได้ และไม่เพียงพอต่อการรักษาอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือเฉียบพลันเหมือนกับการใช้ยาเปลาโนทอลแบบสำเร็จรูป แต่ทั้งนี้สามารถใช้รับประทานเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพระยะยาวได้ เนื่องจากจะช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยแบบเรื้อรัง ลดอาการกำเริบของโรค ทำให้มีสุขภาพดีขึ้น

สมุนไพรเปล้าน้อย ใบและรากสามารถนำมาทำเป็นยาปฏิชีวนะได้ โดยใบเปล้าน้อยสามารถนำไปสกัดเป็นยา “เปลาโนทอล” (Plaunotol) หรือยารักษาโรคกระเพาะ โดยจะเริ่มเก็บใบได้เมื่อต้นมีอายุ 2 ปีขึ้นไป ซึ่งในหนึ่งปีจะสามารถเก็บผลผลิตจากต้นเดิมได้แค่ 3 ครั้ง ถ้ามีการบำรุงดูแลที่ดี สำหรับวิธีการเก็บก็คือการตัดช่อใบจากส่วนยอดของแต่ละกิ่ง โดยนับจากปลายยอดลงมาไม่เกินใบที่ 10 หรือยาวไม่เกิน 6 นิ้ว เมื่อเก็บใบมาได้ก็นำมาผึ่งในร่มจนแห้ง แล้วนำไปบรรจุในภาชนะส่งโรงงาน เพื่อใช้ผลิตเป็นยาเปลาโนทอลในรูปเม็ดสำเร็จ แบบซอง หรือแบบแคปซูลซึ่งแพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่าย

ในแปลงปลูก ที่มีระบบน้ำที่เพียงพอ หรือในปีที่มีช่วงฤดูฝนค่อนข้างยาว เปล้าน้อยจะชะลอการออกดอก และมีใบเขียวเป็นระยะเวลานานขึ้น สิ่งสำคัญเกี่ยวกับน้ำอีกอย่างคือ เปล้าน้อยไม่ชอบน้ำท่วมขังนานๆ เพราะจะเกิดอาการรากเน่าได้ง่าย ดังนั้นเปล้าน้อยจึงไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่จะมีน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกฤดูฝน หรือพื้นที่ที่การระบายน้ำไม่ดี หรือมีน้ำใต้ดินมากเกินไป

ที่มา โครงการจัดทำ “ ฐานข้อมูลสมุนไพรไทยเขตอีสานใต้ ” คณะ เภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สถาบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขอขอบคุณรูปภาพและบทความจาก http://www.monmai.com

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *