ตำลึงหวาน

เบญจรงค์ สรรพคุณ ประโยชน์ของตําลึงหวาน

เบญจรงค์ 5 สี มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น บุษบาริมทาง ตำลึงหวาน อ่อมแซ่บ ก็เรียก เป็นสมุนไพรที่มีสีม่วง เป็นทั้งผักและสมุนไพร สรรพคุณทางยาของเบญจรงค์ 5 สี ช่วยแก้ปวดบวม แก้ปวดตามข้อ ถ่ายพยาธิ แก้หอบหืด ลำต้นใช้รักษาโรคข้อรูมาติซึม รากของเบญจรงค์ 5 สีใช้แก้ผื่นผิวหนัง ส่วนที่นิยมนำไปใช้ที่สุดคือการใช้แก้โรคเบาหวาน

ผักอ่อมแซบหรือเบญจรงค์ 5 สี หรือ ตำลึงหวานหรือลืมผัวหรือ บุษบาริมทางหญ้าเบญจรงค์ก็คือต้นอ่อมแซบนั่นเอง เป็นพืชคลุมดินธรรมดา ไม้ล้มลุก สูง30-60ซม. บางครั้งเป็นเถา มีดอกหลากสีบอบบาง ได้แก่ สีเหลือง สีขาว สีม่วงขาว สีม่วงเข้ม และสีชมพูคนอีสานชอบเอามาทำแกงอ่อม ส่วนใหญ่จะขึ้นเองแล้วก็งอกงามไปเรื่อยๆ โรคแมลงไม่ค่อยมี แต่มีคุณค่าทางอาหาร และทางสมุนไพร กินสดหรือจะปรุงเป็นเมนูต่างๆเช่น ผัดไฟแดง แกงจืด แกงอ่อม ชุปแป้งทอด ลวก-กินสดจิ้มน้ำพริก และนำมาใช้ผสมกับใบย่านาง หญ้าม้า เตยหอม เพื่อทำน้ำคลอโรฟิล ไว้ดื่มตอนท้องว่าง ตามสูตรของหมอเขียว

วงศ์ ACANTHACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Asystasia gangetica (L.) T. Anders.
ชื่อสามัญ Baya
ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ ต้นอ่อมแซบ ตำลึงหวาน หรือ บุษบาริมทาง บาหยา ย่าหยา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เบญจรงค์เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นเดี่ยวรูปหัวใจออกตรงกันข้ามกัน ผิวใบด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีขนนุ่ม โคนมนหรือเว้า ปลายใบแหลม ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยลักษณะโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ มีสีม่วง สีขาว หรือสีเหลือง อ่อมแซบชาวบ้านมักคิดว่าเป็นวัชพืช เพราะแพร่ขยายพันธุ์เร็วมาก ดอกเบจรงค์ มีหลายสี ชมพู ขาว เหลือง แต่บางชนิดในหนึ่งดอกมี 2 สี เป็นพืชตระกูลถั่ว

ไม้ล้มลุก สูง 30-60 ซม. บางครั้งเป็นเถา ลำต้นและกิ่งเป็นเหลี่ยม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี รูปไข่ หรือคล้ายรูปสามเหลี่ยม ยาว 2-5 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบตัดหรือกลม ขอบใบเรียบหรือหยักมน แผ่นใบมีขนสั้นนุ่มหรือเกลี้ยง ก้านใบยาวได้ประมาณ 2 ซม. ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะด้านเดียว ใบประดับรูปใบหอก ยาวประมาณ 3 มม. มีขนยาว กลีบเลี้ยง 5 กลีบ แฉกลึก กลีบรูปใบหอก ยาว 5-9 มม. มีขนกระจาย กลีบดอกรูปแตร ปลายบานออกมี 5 กลีบ เรียงซ้อนเหลื่อม สีเหลืองอ่อน สีขาวครีม สีชมพู หรือสีม่วง หลอดกลีบยาวได้ประมาณ 2 ซม. เรียวแคบจรดโคน ปากหลอดกลีบเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. มีขนด้านนอก กลีบกลมขนาดประมาณ 1.5 ซม. เกสรเพศผู้ 4 อัน สั้น 2 อัน ยาว2 อัน ไม่ยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอก อับเรณูรูปขอบขนาน ยาวไม่เท่ากัน ยาว 2.5-3 มม. รังไข่ 2 ช่อง รูปขอบขนาน มีขนปกคลุม แต่ละช่องมีออวุล 2 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียเรียวยาว ยาวประมาณ 2 ซม. มีขนที่โคน ยอดเกสรขนาดเล็ก ผลแบบแคปซูล รูปขอบขนาน ยาว 2.5-2.8 ซม. รวมก้านผล มีขนสั้นนุ่ม เมล็ด 4 เมล็ด เกลี้ยง

วิธีการปลูก
นำกระถางกระดาษมาเจาะรูที่ก้นเพื่อระบายน้ำใส่ดินให้พอดี หรือจะปลูกลงดินก็ได้ เลือกต้นอ่อมแซบที่จะมาปลูก โดยการเลือกกิ่งแก่ ริดใบที่แก่ออกเหลือใบอ่อน ปักลงดิน รดน้ำให้ชุ่มวันละ 1 ครั้ง เพาะขยายพันธุ์ การตัด ลำต้นไปปักกับดิน

ประโยชน์ด้านอาหาร ดอก ใบ ยอดอ่อน ก้าน ใบ ผัดไฟแดง แกงจืด แกงอ่อม ชุปแป้งทอด ลวก-กินสดจิ้มน้ำพริก

สรรพคุณ

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีระดูขาว – นำดอกชบาสด 4 ดอกมาตำให้แหลก แล้วกินตอนท้องว่างในตอนเช้าติดต่อกัน 7 วัน นำดอกชบามาตากให้แห้งในที่ร่ม เมื่อแห้งสนิทดีแล้ว เอามาบดเป็นผง กินครั้งละ 1 ช้อนชาตอนเช้าติดต่อกันนาน 7 วัน
ประจำเดือนไม่มา ใช้ดอกชบา 3 ดอกบดให้แหลก แล้วผสมกับน้ำมะนาวสัก 2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมกับนม 1 แก้ว แล้วดื่มตอนท้องว่างตอนเช้า จะช่วยปรับเรื่องประจำเดือนได้ เอาเฉพาะกลีบดอกชบาผสมกับน้ำตาลอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บอย่างละเท่าๆ กันใส่ในโถแก้วมีฝาปิด แล้วเอาโถแก้วออกตากแดดติดต่อกันสัก 21 วัน น้ำตาลจะละลายผสมกับดอกชบา พอครบกำหนดแล้วเอามากินครั้งละ 2 ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง นานสองถึงสามสัปดาห์ ยาสูตรนี้ถือว่า เป็นยาบำรุงประจำเดือน
ดับร้อนและแก้ไข้ – ใช้ดอกชบา 4 ดอกแช่ในน้ำต้มสุก 2 แก้ว แล้วดื่มต่างน้ำ จะช่วยดับร้อนผ่อนกระหายและแก้ไข้ได้ดี
รักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา เช่น ฮ่องกงฟุต – ใช้เปลือกต้น 50 กรัม แช่ในแอลกอฮอล์ 150 ซีซี นานหนึ่งวัน แล้วกรองเอาแต่น้ำยาไว้ทาบริเวณที่เป็นฮ่องกงฟุต
รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก – ใช้ใบชบาหรือฐานดอกก็ได้มาตำให้แหลก แล้วเอามาพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก น้ำเมือกจากใบจะช่วยรักษาแผลได้เป็นอย่างดี
บำรุงผม – ใช้ใบชบาหนึ่งกำมือมาล้างให้สะอาด ตำให้แหลก เติมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นเอาแต่น้ำ กรองเอากากทิ้ง แล้วใช้น้ำเมือกจากใบชบาสระผม ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก และบำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นเงางาม
ใบ แก้ปวดบวม ปวดตามข้อ ขับพยาธิ ใบและดอก สมานลำไส้ ลดไข้ บรรเทาอาการเจ็บท้องคลอดลูก แก้พิษงู และแก้ม้ามโตในเด็กที่เกิดใหม่
ราก : แก้ไข้เพื่อโลหิต แก้พิษฝีภายใน แก้ไข้เหนือขับลมให้ซ่านออกมาทั่วตัว

ขอขอบคุณบทความจาก http://www.monmai.com/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *