เถาวัลย์เปรียง สรรพคุณ

เถาวัลย์เปรียง สรรพคุณ ตำรับยาสมุนไพรไทย

เถาวัลย์เปรียงเป็นยาสมุนไพรที่คนไทยรู้จักการใช้ประโยชน์มาเนิ่นนาน เป็นสมุนไพรที่พบทั่วไปทุกภาค สรรพคุณของยาที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์คือแก้อาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว บำรุงกำลัง จึงมักนำมาต้มดื่ม หรือนำมาดองเหล้า คนเฒ่าคนแก่ คนที่ทำงานแบกหามหนัก หรือชาวไร่ชาวนา จึงมักมีเถาวัลย์เปรียงติดบ้านไว้ต้ม แต่ส่วนมากมักจะเน้นทางยาดองเหล้ามากกว่าเพื่อใช้แก้ไขอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Derris scandens Benth.
ชื่ออื่น ๆ เครือตาปา เครือตาปลา(โคราช), เครือเขาหนัง, เถาวัลย์เปรียง (ไทยภาคกลาง) เถาตาปลา ย่านเหมาะ
วงศ์ PAPILIONEAE

ลักษณะของเถาวัลย์เปรียง
ต้นเถาวัลย์เปรียง จัดเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยไปได้ไกลถึง 20 เมตร มีกิ่งเหนียวและทนทาน กิ่งแตกเถายืดยาวอย่างรวดเร็ว เถามักเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ เถาแก่มีเนื้อไม้แข็ง เปลือกเถาเรียบและเหนียว เป็นสีน้ำตาลเข้มอมสีดำหรือแดง เถาใหญ่มักจะบิด เนื้อไม้เป็นสีออกน้ำตาลอ่อนๆ มีวงเป็นสีน้ำตาลไหม้ คล้ายกับเถาต้นแดง (เนื้อไม้มีรสเฝื่อนและเอียน) ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือวิธีการแยกไหลใต้ดิน ชอบอากาศเย็นแต่แสงแดดจัด ทนความแห้งแล้งได้ดี หากปลูกในที่แล้งจะออกดอกดก แต่จะมีขนาดเล็กกว่าปลูกในที่ชุ่มชื้น พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นเองตามชายป่าและที่โล่งทั่วไป เป็นพรรณไม้ที่มีมากที่สุดในประเทศไทยและใช้กันทุกจังหวัด

ใบเถาวัลย์เปรียง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อย 4-8 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี ปลายใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบเรียบ

ดอกเถาวัลย์เปรียง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ช่อดอกเป็นสีขาวห้อยลง ดอกเป็นสีขาวอมสีม่วงอ่อนคล้ายกับดอกถั่ว กลีบดอกมี 4 กลีบ และมีขนาดไม่เท่ากัน สวนกลีบเลี้ยงดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย สีม่วงแดง

ผลเถาวัลย์เปรียง ออกผลเป็นฝักแบน โคนฝักและปลายฝักมน ฝักเมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลอ่อน ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 1-4 เมล็ด

ในตำรับยาสมุนไพรไทยของเก่า มีสมุนไพรหลายชนิดที่ใช้เพื่อการบำรุงเส้นเอ็น ทำให้เอ็นหย่อน แก้อาการเอ็นขอด และรักษาเส้นเอ็นที่ชำรุดให้บริบูรณ์ ตัวอย่างของยาสุมนไพรพวกนี้ ได้แก่ เถาวัลย์เปรียง เถาเมื่อย (เถาเอ็น) เถาเอ็นอ่อน หมีเหม็น มะหาด และต่อไส้ (เพี้ยฟาน) เป็นต้น แต่ในที่นี้จะพูดถึงเถาวัลย์เปรียง ซึ่งเป็นพรรณไม้พื้นบ้านที่หาดูได้ไม่ยากนัก

เถาวัลย์เปรียงมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามถิ่นต่างๆ โดยทางอีสานมักจะเรียกว่า เครือตาปลาหรือเครือตับปลา ภาคใต้เรียกย่านเหมาะหรือย่านเมราะ ภาคเหนือเรียกเครือเขาหนังหรือเครือค้องแกบ ส่วนในภาคกลางเรียกเถาวัลย์เปรียงแดงและเถาวัลย์เปรียงขาว (ตามสีของเนื้อไม้ โดยที่มีสีแดงมักจะหายาก ส่วนใหญ่ใช้ชนิดสีขาว เพราะหาได้ง่ายกว่า)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542 ระบุไว้ว่า “เถาวัลย์เปรียง น. ชื่อไม้เถาเนื้อแข็งชนิด Derris Scandens (Roxb.) Benth. ในวงศ์ Leguminosae เถาใช้ทำยาได้”, ส่วนทางภาคอีสานมักจะเรียกเครือตาปลาว่า “เครือตาปลาโคก” (ที่เกิดบนบก) และเรียก “เครือตาปลาน้ำ” (ที่เกิดในที่ลุ่ม) ตำราบางเล่มระบุชื่อวงศ์ของเถาวัลย์เปรียงว่าอยู่ในวงศ์ Papilionaceae Derris
เถาวัลย์เปรียงเป็นไม้เถาเลื้อย มักจะพาดพันไปตามต้นไม้ใหญ่ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ปลายใบแหลม แต่ละก้านมีใบย่อย 7-9 ใบ ดอกมีสีขาวเป็นพวงสวยงาม จานรองดอกเป็นสีม่วง ปลายกลีบดอกมีสีชมพูเรื่อๆ มักขึ้นเองตามป่าละเมาะหรือตามจอมปลวกชายป่า เนื้อเถาไม้จะเป็นวง ชนิดขาวมีเนื้อไม้สีเหลืองอ่อน แต่ชนิดแดงมีเนื้อไม้เป็นสีแดงเข้ม

หมอพื้นบ้านใช้เถาต้มดื่มเป็นยาถ่ายเสมหะ (แก้เสมหะพิการ) ถ่ายเส้น ทำให้เส้นอ่อนและหย่อนดี ช่วยขับปัสสาวะ เหมาะที่จะใช้ในเด็ก เช่น โรคหวัด โรคไอ และใช้แก้อาการเมื่อยขบในผู้สูงอายุ นับเข้าเป็นสมุนไพรเพื่อการถ่ายกษัย ถ่ายเส้น และแก้เส้นเลือดขอด

เถามีรสเฝื่อนเอียน ต้มดื่มแก้กษัย เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสมหะ (ไม่ใช่ถ่ายอุจจาระ) แก้เมื่อยขบ เป็นยาบำรุงกำลังและแก้เหน็บชา รากมีรสเฝื่อนเมา ใช้ขับปัสสาวะและเป็นยาอายุวัฒนะ แต่มีพิษต่อปลา จึงมีคนใช้เบื่อปลาเช่นเดียวกับหางไหล

คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบภาคกลาง) ไม่ทราบว่ายอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อนของเถาวัลย์เปรียง สมารถนำมารับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกได้ มีรสมันๆ ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ในช่วงฤดูฝน
สำหรับสารสำคัญที่พบในเถาและรากนั้น ประกอบไปด้วย fiavonol (scadenin, nalanin, chandalone, lonchocarpenin, osajin, robustic acid, scandenin, scandenone, scandinone)

เถาวัลย์เปรียงเป็นยาสมุนไพรที่คนไทยรู้จักการใช้ประโยชน์มาเนิ่นนาน เป็นสมุนไพรที่พบทั่วไปทุกภาค สรรพคุณของยาที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์คือแก้อาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว บำรุงกำลัง จึงมักนำมาต้มดื่ม หรือนำมาดองเหล้า คนเฒ่าคนแก่ คนที่ทำงานแบกหามหนัก หรือชาวไร่ชาวนา จึงมักมีเถาวัลย์เปรียงติดบ้านไว้ต้ม แต่ส่วนมากมักจะเน้นทางยาดองเหล้ามากกว่าเพื่อใช้แก้ไขอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน

ที่มา: เภสัชเวทกับตำรายาแผนโบราณ โดยจินดาพร ภูริพันฒนาวงษ์, สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 2539

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *