เกสรผึ้ง สรรพคุณ

เกสรผึ้ง สรรพคุณ ประโยชน์และอันตรายจากเกสรผึ้ง

เกสรผึ้ง ในทางสมุนไพรมีสรรพคุณ ช่วยในการบำบัดและปรับสมดุลร่างกายในด้านต่างๆ เช่น ลดน้ำตาลในเลือด และโรคเบาหวาน ภูมิแพ้อากาศและฝุ่นละออง โพรงจมูกอักเสบหรือไซนัส(sinus) หืดหอบ ความดันโลหิตสูง บำรุงผิว ชะลอการตกกระของผิวหนัง ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น แก้ผดผื่นคัน บำรุงเส้นผมให้ดกดำและหงอกช้า บรรเทาอาการกระวนกระวายในสตรีวัยหมดประจำเดือน และอาการนอนไม่หลับ

เกสรผึ้ง (Bee Pollen) หรือ เกสรดอกไม้ คือ ละอองเม็ดเล็กๆ คล้ายฝุ่นแป้งที่เกิดจากการหลุดจากช่อเกสรตัวผู้ของดอกไม้นานาชนิด ซึ่งผึ้งจะไปเก็บเกสรเหล่านี้มาโดยวิธีการเข้าไปคลุกเคล้ากับอับเกสร ให้เกสรติดตามตัว และใช้ขาปัดเขี่ยรวมกันเป็นก้อนเล็กๆ ผสมกับน้ำหวานของดอกไม้ ติดไว้ที่ปลายขาหลังทั้งสองข้างบริเวณอวัยวะที่เรียกว่า ตะกร้าเก็บเกสร แล้วนำกลับมาเก็บไว้ในรัง เพื่อเป็นอาหารโปรตีนสำหรับประชากรในรัง และโดยเฉพาะใช้เลี้ยงตัวอ่อน

เกสรที่นำมาบ่มในรังจนผนังเกสรนุ่มจะถูกนำไปเลี้ยงผึ้งงานตัวอ่อนที่อายุมากกว่า 3 วัน โดยผึ้งจะบดผสมกับน้ำผึ้ง ผึ้งงาน 1 ตัว จะรวบรวมเกสรได้ 4 ล้านอณูใน 1 ชั่วโมง ละอองเกสร 1 ช้อนชา จะมีเกสรถึง 25 พันล้านอณู ซึ่งแต่ละอณูสามารถเจริญเป็นผลไม้ได้ 1 ผล หรือละอองเกสร 1 อณู ผสมกับไข่ 1 ใบ จะได้เมล็ดพันธุ์ซึ่งเจริญเติบโตเป็นต้นไม้หนึ่งต้น จะเห็นได้ว่าเกสรดอกไม้แต่ละอณูมีพลังชีวิต (Life-Force) ครบถ้วน และจากการที่มีผึ้งเป็นสื่อกลางในการเก็บรวบรวมเกสรดอกไม้เหล่านี้ จึงนิยมเรียกว่า เกสรผึ้ง

ก้อนเกสรจะมีสีเฉพาะของเกสรดอกไม้แต่ละชนิด เมื่อยังสดอยู่ เช่น สีขาว สีครีม สีเหลือง สีน้ำตาล สีม่วง ตลอดจนสีดำ ซึ่งเราไม่สามารถแยกชนิดของดอกไม้ได้ด้วยการดูสีของเกสร แต่ถ้าทิ้งไว้หลายวันและเกสรอยู่ในสภาพแห้งสีจะมองคล้ายๆ กันหมด สำหรับมนุษย์เราใช้เป็นอาหารเสริมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ส่วนประกอบของเกสรผึ้ง
ประกอบด้วยธาตุหลักสำคัญๆ คือ กรดอะมิโน และคาร์โบไฮเดรต ดังนี้

คาร์โบไฮเดรต 60 %
โปรตีน20 %
ไขมัน 7 %
น้ำ 7 %
เกลือแร่ 6 %
หรืออาจจะเป็น

คาร์โบไฮเดรต 40 %
โปรตีน 35%
กรดอะมิโน 12 %
น้ำ 8 %
ไขมัน 5 %

แต่ค่าที่แน่นอนจริงๆ อาจขึ้นอยู่กับชนิดละอองเรณูแต่ละชนิด คุณภาพของดินที่ต้นไม้เจริญงอกงามอยู่รวมทั้งสถานที่ตั้งและภูมิอากาศด้วย

วิธีเก็บเกสรผึ้ง
วิธีเก็บเกสรดอกไม้จากผึ้ง โดยการใช้ตะแกรงดักเกสรสอดดักไว้ตรงทางเข้า ทางออก ของรังผึ้ง ให้ขนาดตะแกรงโตพอที่ตัวผึ้งลอดผ่านไปได้พอดี แต่ขาหลังของผึ้งจะครูดกับตะแกรงทำให้เกสรที่ติดมากับขาผึ้งร่วงลงถาดรองรับ

การเลี้ยงผึ้งเป็นอุตสาหกรรม นิยมทำการดักเก็บเกสรที่ผึ้งขนเข้ารัง และนำเกสรไปทำให้แห้งโดยกรรมวิธีที่ไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหาร เกสรเหล่านี้มีผู้นิยมรับประทานโดยชงกับกาแฟหรือเครื่องดื่มซึ่งให้ประโยชน์ บางบริษัททำเป็นเม็ดๆ และนิยมเรียกว่า เกสรผึ้ง เป็นอาหารเสริมที่มีคุณค่าสามารถกระตุ้นร่างกายที่เมื่อยล้าจากการทำงานหนักให้ปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร เพราะเกสรผึ้งมีฤทธิ์ต่อการทำงานของแบคทีเรียและช่วยควบคุมแบคทีเรียในลำไส้

เกสรผึ้ง คือผลิตภัณฑ์อีกชนิดหนึ่งของผึ้งที่ได้รับความนิยมในวงการผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากมีผู้สังเกตว่าคนเลี้ยงผึ้งมักมีอายุยืน เพราะรับประทานน้ำผึ้งที่เหลือติดในรังผึ้งซึ่งมีเกสรผึ้งปนอยู่เป็นจำนวนมาก เกสรผึ้งประกอบด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินโดยเฉพาะวิตามินบีรวม วิตามินซี กรดโฟลิก เกลือแร่ต่างๆ และส่วนประกอบที่พบในเกสรผึ้งจึงเป็นจุดโฆษณาผลิตภัณฑ์ว่ามีคุณค่าทางอาหารสูง ซึ่งเชื่อว่านอกจากจะเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงแล้วยังใช้เพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้

คุณค่าด้านโภชนาการ
ช่วยส่งเสริมกำลังความอดทน และพลังงานเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ให้พลังงาน ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย (Immune system) ส่งผลให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น เกสรผึ้งย่อยง่ายและดูดซึมได้เร็วซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมเข้าเส้นเลือดได้ทันทีโดยตรงจากกระเพาะหลังจากรับประทานเข้าไปเพียง 30 นาที

ในอดีต เคยมีการใช้น้ำผึ้งผสมกับเกสรดอกไม้จากผึ้งในการรักษาอาการผิดปกติ และโรคภัยต่างๆ ตั้งแต่โรคลำไส้ ไปจนถึงโรคไต โรคหายใจลำบาก และผื่นคันตามผิวหนัง แม้กระทั่งกับกรณีร้ายแรง เช่น แผลไฟไหม้ และยังใช้เป็น ยาคลายอาการเครียด และกระตุ้นทางเพศ ในปัจจุบันมีการค้นพบว่า เกสรดอกไม้จากผึ้งมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการ โรคภูมิแพ้ ระบบย่อยอาหาร และความผิดปกติในต่อมลูกหมาก ใช้ในการบรรเทาอาการข้างเคียงที่เกิดจากการรักษาด้วย วิธีเคมีบำบัด และเพิ่มสมรรถนะทางการกีฬา เครื่องสำอางที่เราใช้บางชนิดก็อาจจะมีส่วนผสมของเกสรดอกไม้จากผึ้งอยู่ด้วย

เกสรผึ้งให้อะไร
เกสรผึ้งสามารถนำมาบำบัดโรคภูมิแพ้ ประเภทแพ้อากาศ และฝุ่นละออง รวมถึงคนที่เป็นโรครูมาติก เบาหวาน (ลดน้ำตาลในเลือด) รอบเดือนมาไม่ปกติ ต่อมลูกหมากอักเสบ บำรุงร่างกายนักกีฬา คลายความเหน็ดเหนื่อย สร้างความกระฉับกระเฉง บำรุงเส้นผมให้ดกดำ ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงสำหรับผู้ที่มีโลหิตน้อยหรือโลหิตจาง

  • สามารถบำบัดโรค บางอย่างได้ เช่น ภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง โพรงจมูกอักเสบ รูมาติซั่ม ปวดข้อ ปวดกระดูก รอบเดือนในสตรีไม่ปกติ หรือปวดรอบเดือน ชะลอการตกกระของผิวหนัง นอนไม่หลับ
  • ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำและหงอกช้า ทำให้มีความทรงจำและสมาธิดีขึ้น สร้างความกระฉับกระเฉง ผู้ที่ไม่มีบุตรในวัยเจริญพันธุ์อาจมีบุตรได้ เพราะทำให้สตรีเหล่านั้นตกไข่ดีขึ้น บำรุงนักกีฬาและปลดเปลื้องความเหนื่อยอ่อนได้ง่าย สามารถบำรุงจิตใจสำหรับผู้ที่มีอาการทางจิตใจ ได้รับความกดดันจากความชรา หรือซึมเศร้า กลัดกลุ้ม คิดมาก
  • ด้านความงาม ใช้ผสมในเครื่องสำอาง เช่น ครีมบำรุงผิวได้เช่นเดียวกับน้ำผึ้งและนมผึ้ง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี นอกจากนี้เกสรผึ้งยังเป็นสารฮอร์โมนธรรมชาติช่วยกระตุ้นและบำรุงระบบสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ผู้ที่ไม่มีบุตรในวัยเจริญพันธุ์อาจมีบุตรได้ เพราะเกสรผึ้งจะทำให้สตรีตกไข่ดีขึ้น สร้างความแข็งแรงให้สเปิร์ม และเพิ่มจำนวนสเปิร์มด้วยเช่นกัน
  • ด้านอาหาร เป็นอาหารเสริมประเภทโปรตีน เสริมสุขภาพบำรุงร่างกายให้แข็งแรงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส

ประโยชน์และวิธีการนำไปใช้

  • แปรรูปได้หลายรูปแบบ เช่น ในรูปเม็ดหรือ แคปซูล รับประทานสดหรือนำมาทำแห้งเก็บไว้ใช้ได้นาน
  • แปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ เช่น คุกกี้ แคร็กเกอร์ต่าง ๆ เป็นต้น
  • ผสมในอาหารเช้า หรือเครื่องดื่ม เช่น นม กาแฟ ชา เป็นต้น
  • ผสมลงในสลัดเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร
  • ผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ส่วนประกอบของเกสรผึ้ง
เกสรผึ้งอุดมด้วยสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งคุณค่าทางโภชนาการ โดยองค์ประกอบในเกสรพืชแต่ละชนิดแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วมีโปรตีนเป็นพื้นฐาน และมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เอนไซม์ แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ จำนวนมาก เกสรผึ้งจะช่วยในการบำรุงสมอง และระบบประสาท การทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงส่งผลให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวาและมีพลานามัยสมบูรณ์ เกสรผึ้งอุดมไปด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น

  • โปรตีน ซึ่งโปรตีนนี้มีประโยชน์ต่อผึ้ง และมนุษย์สูงกว่าเนื้อ นม ไข่ ถึง 5 เท่า ในขนาดที่มีน้ำหนักเท่ากัน
  • วิตามิน16 ชนิด เช่น บีคอมเพล็กซ์ เอ ซี ดี เค เป็นต้น
  • กรดอะมิโน18 ชนิด และมีชนิดที่จำเป็นในการช่วยควบคุมน้ำหนัก
  • เอนไซม์ 18 ชนิด
  • แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซี่ยม เหล็ก ทองแดง ไอโอดีน และสังกะสี เป็นต้น

ประโยชน์ของเกสรผึ้ง สามารถแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ อาหาร สมุนไพร การบำรุงและเสริมสร้าง ดังนี้

  1. ทางอาหาร เป็นอาหารที่ย่อยสลายง่าย ถือได้ว่าเป็นอาหารเพื่อการดำรงชีวิตที่สมบูรณ์แบบโดยตัวของมันเอง และยังมีคุณค่าต่อการฟื้นฟูความสมดุลของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรง และกะปรี้กะเปร่า
  2. ทางสมุนไพร เกสรผึ้งสามารถบำบัดบรรเทาโรคเหล่านี้ได้ เช่น
    – ภูมิแพ้ (แพ้อากาศและฝุ่นละออง)
    -โพรงจมูกอักเสบหรือไซนัส
    -ไข้หวัดใหญ่
    – หืดหอบ
    – รูมาติซั่ม
    – รอบเดือนในสตรีไม่ปกติหรือปวดรอบเดือน
    – อาการกระวนกระวายในสตรีวัยหมดประจำเดือน
    – ชะลอการตกกระของผิวหนัง
    – ความดันโลหิตสูง
    – ไมเกรน
    – เบาหวาน (ช่วยลดน้ำตาลในเลือด)
    ต่อมลูกหมากอักเสบ
    – ปวดข้อ ปวดกระดูก
    – นอนไม่หลับ
    – ปวดแสบปวดร้อนอันเนื่องจากแผลพุพอง เป็นต้น
  3. ทางบำรุงและเสริมสร้าง เกสรผึ้งยังเป็นสารช่วยบำรุงและเสริมสร้างในเรื่องต่อไปนี้ให้ดีขึ้น คือ
    – บำรุงผิวหนังให้ชุ่มชื้นในคนผิวแห้ง
    – ทำให้มีความทรงจำและสมาธิดีขึ้น
    – กระตุ้นและบำรุงระบบสืบพันธุ์ชายหญิง ทำให้สตรีตกไข่ดีขึ้น สร้างความแข็งแรงและเพิ่มปริมานตัวสเปิร์ม
    – บำรุงนักกีฬา ช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลีย
    – บำรุงจิตใจสำหรับผู้ที่มีอาการทางจิต ได้รับความกดดันจากความชราหรือซึมเศร้า กลัดกลุ้ม คิดมาก
    – สร้างความกระฉับกระเฉง
    – บำรุงจิตใจสำหรับผู้ที่มีอาการทางจิต ได้รับความกดดันจากความชรา หรือซึมเศร้า กลัดกลุ้ม คิดมาก
    – บำรุงสมองและลดความตึงเครียด ช่วยควบคุมระบบประสาทให้อยู่ในสภาพปกติ สำหรับผู้มีประสาทอ่อนไหวง่าย
    – เพิ่มน้ำหนักแก่ผู้ป่วยซึ่งมีร่างกายซูบผอม
    – ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นท้องผูกหรือท้องเดิน
    – ช่วยการเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง สำหรับผู้ที่มีโลหิตน้อยหรือโลหิตจาง
    – เพิ่มภูมิต้านทาน
    – บำรุงเส้นผมให้ดกดำและหงอกช้า

อันตรายจากเกสรผึ้งและข้อห้าม

  • หลีกเลี่ยงเกสรผึ้ง หากท่านมีอาการของโรคภูมิแพ้ขั้นรุงแรง
  • ผู้ที่แพ้ผลิตภัณฑ์จากผึ้งไม่ควรรับประทาน
  • ผู้ที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้ไม่ควรรับประทาน
  • หญิงตั้งครรภ์ หรือขณะให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อควรระวังในการทาน เกสรผึ้ง
การทาน เกสรผึ้ง ในระยะแรกอาจส่งผลต่อการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นในการเริ่มทาน เกสรผึ้ง ควรทานหลังอาหารหรือสามารถทาน เกสรผึ้ง ร่วมกับ น้ำผึ้ง ได้ในช่วงระยะแรก หากสามารถปรับตัวได้แล้วก็สามารถทาน เกสรผึ้ง ก่อนอาหารได้ตามปกติ

แพ้เกสรดอกไม้ ทาน Bee Pollen ได้หรือไม่
เกสรผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผึ้ง แต่ผึ้งไม่ได้สร้างเอง แต่ได้จากเกสรตัวผู้ของดอกไม้นานาชนิด ผู้ที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้จึงไม่ควรรับประทาน เคยมีรายงานว่าผู้ป่วยที่รับประทานเกสรผึ้งเป็นเวลาหลายสัปดาห์เกิดอาการแพ้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดท้อง อุจจาระร่วง คันตามร่างกาย ความจำเสื่อมโดยไม่พบสาเหตุ แต่เมื่อหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไปและเมื่อรับประทานใหม่อาการต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงไม่แนะนำสำหรับผู้ที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้โดยตรง

ทำไมนิยมให้ผู้ทานยาลดความอ้วนทาน Bee Pollen ควบคู่ไปด้วย
ยาลดความอ้วนส่วนใหญ่ไปยับยั้งความหิวอาหารทุกชนิด ซึ่งสำหรับคนอ้วนอาหารที่ไม่มีประโยชน์ คือ แป้ง น้ำตาล และไขมัน เท่านั้น ส่วนอาหารอื่น วิตามินและเกลือแร่ยังมีความจำเป็นอยู่ ดังนั้นในระหว่างทานยาลดความอ้วน หากเราทาน Bee Pollen ก็จะไม่ทำให้เราขาดสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เพราะ Bee Pollen จะประกอบด้วย กรดอะมิโน เอ็นไซม์ วิตามิน และเกลือแร่ ที่จำเป็นสำหรับขบวนการ Metabolism ของร่างกายอย่างครบถ้วน

ขนาดที่ควรรับประทาน
ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการรับประทานเกสรผึ้งยังไม่แน่นอน แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล และจุดประสงค์การใช้ นายแพทย์บางท่านแนะนำให้รับประทานปริมาณ 500 มิลลิกรัม 2 ถึง 3 ครั้งต่อวัน ส่วนการวิจัยของผู้ผลิตสารสกัดจากเกสรผึ้งแนะนำให้ใช้ 3-6 เม็ด หรือ 4 แคปซูลต่อวัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *