หญ้าลิ้นงู สรรพคุณทางยา

หญ้าลิ้นงู สรรพคุณทางยา ประโยชน์หญ้าลิ้นงู

หญ้าลิ้นงู ชื่อวิทยาศาสตร์ Oldenlandia corymbosa L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Hedyotis corymbosa (L.) Lam.) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE) ชื่ออื่น : สุ่ยเฉียบฉ่าว (จีนกลาง), จุ่ยจี้เช่า (แต้จิ๋ว)ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oldenlandia corymbosa Linn (Hedyotis” corymbosa Lam.)

หญ้าลิ้นงูจัดเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่มักขึ้นในภูมิอากาศเขตร้อนถึงร้อนชื้นของประเทศในแถบแอฟริกา อเมริกา แคริปเบียน เอเชีย ออสเตรเลีย และแปซิฟิก ที่หลายๆประเทศไม่ให้ความสนใจ แต่สำหรับประเทศในแถบเอเชียนั้น กลับใช้หญ้าลิ้นงูเป็นสมุนไพรในการรักษาโรคหรือบำบัดอาการต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแผลภายนอก หรือการรักษาหรือขับพิษภายใน อีกทั้งยังช่วยแก้ไข้ แก้โรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร รักษาโรคมะเร็งในลำไส้ขจัดสารพิษ รักษาเนื้องอก รักษาโรคตับอักเสบ รักษาโรคกระเพาะ รักษาไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน รักษาโรคที่มีอาการอักเสบและติดเชื้อได้เป็นอย่างดี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นเลื้อยยาว ประมาณ 6-20 นิ้ว ลำต้นมีลักษณะเรียบเกลี้ยง เล็กยาว และแตกกิ่งก้านสาขาออกมาก
ใบ : ใบมีลักษณะแหลมเรียวเล็ก ไม่มีก้านใบ หูใบมีขนาดเล็กขนาดของใบยาวเพียง 0.5-1 นิ้ว กว้าง 1.5-3.5 มม.
ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ๆ หนึ่งมีประมาณ 2-4 ดอก แยกออกกันเป็นคู่ ๆ ออกตามบริเวณง่ามใบ ลักาณะของดอกมีกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอก มีสีขาวเป็นรูปกรวยแยก ปลายแยก เป็น 4 กลีบ ดอกบานเต็มที่มีขนาดโตประมาณ 2.5 มม. ก้านดอกยาวประมาณ 0.6-2 ซม.ผล : ผลมีลักษณะเป็นสันสี่มุม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 มม. เปลือกนอกแข็งไม่แตก ข้างในผลมีเมล็ดเล็กเล็ก เป็นจำนวนมาก

สรรพคุณทางสมุนไพร
ลำต้น ใช้ลำต้น ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้มาเลเรีย เป็นลำไส้อักเสบ หรือใช้ลำต้นสด ต้มเอาน้ำใช้ล้างแผลฝีบวม ไฟไหม้น้ำร้อนลวก หญ้าลิ้นงู (Oldenlandia corymbosa L.) ชาวอินเดียจะใช้หญ้าลิ้นงูทั้งต้นนำมาต้มในนมกับน้ำตาลเพื่อใช้เป็นยาบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่หน้าอกอันเนื่องมาจากกรดไหลย้อน

เป็นต้น

สาระสำคัญที่พบในหญ้าลิ้นงูมี

อิริดอยกลูโคไซด์ (iridoid glucoside) ได้แก่ Genniposide และ Asperuloside เป็นต้น
ลิกแนน ได้แก่ (+)-lyoniresinol-3 α-O- β-D-glucopyranoside
ไตรเตอร์ฟินอยด์ ได้แก่ 3 β-Acetylaleuritolic Acid, Ursolic acid และ Oleanolic acid
กรดฟินอลิก ได้แก่ Salicylic acid
ไฟโตสเตอรอล ได้แก่ β-sitosteryl-3-O- β-D-glucopyranoside Chondrillasterol, gamma
อนุพันธ์ของเปปไทด์ ได้แก่ Aurantiamide Acetate
หญ้าลิ้นงูจัดเป็นวัชพืชที่หลายประเทศไม่ได้ให้ความสนใจ แต่ประเทศในแถบเอเชียรู้ถึงคุณค่าด้านสมุนไพร ได้นำมาใช้บำบัดรักษาโรคทั้งภายในและภายนอก เช่น โรคทางเดินอาหาร มะเร็งลำไส้ รักษาเนื้องอก ตับอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้น

ส่วนที่นำมาใช้ คือ ลำต้น ซึ่งมีสรรพคุณทางยามากมายหลายอย่าง เช่น ใช้รักษาฝี แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ถอนพิษไข้ มาลาเรีย ลำไส้อักเสบ มะเร็งลำไส้ ฝีในท้อง ท้องผูก ท้องเสีย ช่วยเจริญอาหาร ท้องอืดท้องเฟ้อ บิด ขับพยาธิ ขับสารพิษ เนื้องอก กรดไหลย้อน ตับอักเสบ โรคกระเพาะ ไส้ติ่งอักเสบ คางทูม ทอนซิลอักเสบ ปอดบวม ทางเดินปัสสาวะและถุงน้ำดีอักเสบ การติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน แผลภายในใช้ลำต้นสดต้มเอาน้ำใช้ล้างแผล ส่วนอาการภายในใช้ลำต้นสดหรือแห้งประมาณ 15-30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่มเพื่อรักษาโรคนั้นๆ

สรรพคุณทางยา
ลำต้น รักษาฝีหรือแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้มาลาเรีย แก้ลำไส้อักเสบ รักษาโรคมะเร็งในลำไส้ แก้ฝีในท้อง ทำให้เจริญอาหารแก้อาการท้องเสีย แก้อาการท้องอืด แก้อาการท้องเฟ้อ แก้โรคบิด แก้ท้องผูก ขับพยาธิ ขจัดสารพิษ รักษาเนื้องอก รักษาโรคกรดไหลย้อน รักษาโรคตับอักเสบ รักษาโรคกระเพาะ รักษาไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน รักษาโรคที่มีอาการอักเสบและติดเชื้ออย่างคางทูม ทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หรือการติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ตับอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ถุงน้ำดีอักเสบ และช่วยฆ่าพยาธิ

วิธีการใช้
รักษาฝีหรือแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก นำลำต้นสดมาต้ม แล้วเอาน้ำที่ได้มาใช้ล้างแผล
ขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้มาลาเรีย แก้ลำไส้อักเสบ รักษาโรคมะเร็งในลำไส้ แก้ฝีในท้อง แก้อาการท้องเสีย แก้อาการท้องอืด แก้อาการท้องเฟ้อ แก้โรคบิด แก้ท้องผูกรักษาเนื้องอก ขับพยาธิ ขจัดสารพิษ ช่วยให้เจริญอาหาร รักษาโรคกรดไหลย้อน รักษาโรคตับอักเสบ รักษาโรคกระเพาะ รักษาไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน รักษาโรคที่มีอาการอักเสบและติดเชื้ออย่างคางทูม ทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หรือการติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ตับอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ถุงน้ำดีอักเสบ และช่วยฆ่าพยาธิ นำลำต้นสดมาต้มน้ำ ดื่มรับประทาน หรือใช้ลำต้นแห้งประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำดื่มรับประทาน

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.monmai.com/