สมุนไพรรักษาโรคกระเพาะ

สมุนไพรรักษาโรคกระเพาะ และวิธีปฎิบัติตัวเมื่อเป็นโรคกระเพาะ

อาการของโรคกระเพาะจะมีลักษณะปวดแสบปวดแน่นตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ โดยปกติเมื่อเราเป็นโรคกระเพาะก็มักจะไปพบแพทย์แผนปัจจุบัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเรายังสามารถใช้สมุนไพรในการช่วยรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย

1 กล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่อยู่คู่กับคนไทยเรามาแต่โบราณ ซึ่งกล้วยน้ำว้ายังสามารถรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย เพียงเรานำกล้วยน้ำว้าดิบที่ฝานตากแดดจนแห้งมาบดละเอียด แล้วนำมารับประทานโดยชงผสมกับน้ำเปล่าผสมน้ำผึ้ง หรือจะรับประทานแบบปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้ นอกจากนั้นยังสามารถนำผงจากผลดิบที่ได้ มาโรยลงในอาหารประเภทข้าวต้ม เพียงรับประทานวันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน จะสามารถป้องกันและรักษาแผลที่เกิดในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี เพราะในตัวกล้วยน้ำว้าดิบจะมีสารชนิดหนึ่งช่วยกระตุ้นให้เซลล์ในเยื่อบุกระเพาะหลั่งสาร “มิวซีน” ออกมา เพื่อทำหน้าที่เคลือบกระเพาะอาหารของเราไว้นั่นเอง

2 ขมิ้นชัน ในขมิ้นชันจะมีสารชนิดหนึ่งชื่อ เคอคิวมินอยด์ เป็นตัวป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการขับน้ำดี ทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น จึงช่วยคลายความจุกเสียด และสารเคอคิวมินอยด์ ยังไปกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารเคลือบกระเพาะอาหารจึงช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารให้ดีขึ้น วิธีการใช้ เพียงนำเหง้าของขมิ้นชันมาล้างให้สะอาดไม่ต้องปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัดประมาณ 1 – 2 วันแล้วบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งกินเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

3 ว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคกระเพาะ ช่วยในการรักษาบาดแผลในกระเพาะอาหารและล้างพิษ วิธีการใช้ ให้ใช้ใบสดที่เพิ่งตัดออกมาจากต้น ล้างน้ำให้สะอาดแล้วปอกเปลือกให้เหลือแต่วุ้นใสๆ แล้วนำมาล้างน้ำอีกครั้ง ก่อนหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดประมาณ 3 นิ้ว ให้กินทุกวัน ก่อนอาหารเช้า และ เย็น

4 กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียว ผักที่นิยมมาจิ้มกินกับน้ำพริก เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เนื่องจากในฝักกระเจี๊ยบนั้นจะมีสารชนิดหนึ่งชื่อว่า แพ็คติน และคัม มีคุณสมบัติในการช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ รักษาความดัน เป็นยาบำรุง วิธีการใช้ เพียงคุณนำมาลวกแล้วรับประทานทุกวันเป็นเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 15 วัน แผลในกระเพาะอาหารของคุณจะดีขึ้นเนื่องจากเมือกลื่นๆ ในผลของกระเจี๊ยบเขียวช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้

5 หัวปลี เป็นสมุนไพรที่คุณแม่ลูกอ่อนแทบทุกคนต้องได้ลิ้มลองเพราะมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นน้ำนม นอกจากนี้หัวปลียังมีคุณสมบัติในการรักษาโรคกระเพาะอาหารได้ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีสาเหตุการเป็นโรคกระเพาะอาหารจากการดื่มสุรา วิธีการใช้ นำหัวปลีมาเผาแล้วบีบเอาแต่น้ำให้ได้ประมาณครึ่งแก้ว ให้กินติดต่อกันประมาณ 3 วันจะช่วยรักษาอาการปวดกระเพาะที่อักเสบเรื้อรังได้เป็นอย่างดี

นอกจากการใช้สมุนไพรรักษาโรคกระเพาะแล้ว…การรักษาโรคกระเพาะต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตและเลือกกินอาหารที่เหมาะสม เมื่อกำลังรักษาโรคกระเพาะอยู่ควรกินอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้โรคกระเพาะกำเริบ เช่น อาหารรสจัดทั้งหลาย การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา รวมทั้งออกกำลังกาย ผ่อนคลายความเครียด ควบคู่กันไป

สำหรับผู้ที่มีอาการของโรคกระเพาะเรื้อรังหรือรุนแรงต้องปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
1 กินอาหารให้ตรงเวลา นอกจากอาหารมื้อหลักทั้ง 3 มื้อแล้วควรแบ่งมากินอาหารระหว่างมื้อด้วย เพื่อให้กรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาทำหน้าที่ย่อยอาหารไม่ใช่ไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร
2 ในแต่ละมื้อไม่ควรกินมากจนเกินไป ให้กินน้อยๆ แต่บ่อยมื้อแทน เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักจนเกินไป รวมทั้งควรกินอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่ายและเคี้ยวให้ละเอียด เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นจึงค่อยๆ เปลี่ยนมากินอาหารใกล้เคียงปกติได้
3 พยายามดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะในระหว่างมื้ออาหารให้ได้วันละ 8-10 แก้ว และในมื้ออาหารก็อาจจะดื่มน้ำบ้างเล็กน้อยเพื่อช่วยให้การย่อยอาหารดีขึ้น
4 ไม่ควรกินของจุบจิบทั้งวัน เพราะหากมีแผลในกระเพาะอาหารอยู่จะทำให้หายช้า เนื่องจากร่างกายต้องหลั่งกรดและน้ำย่อยออกมาทำงานตลอดเวลา
5 หลังกินอิ่มแล้วไม่ควรนอนทันที เพราะระบบย่อยอาหารจะทำงานลำบาก โดยควรอยู่ในท่านั่งหรือยืนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นท่าที่ระบบย่อยอาหารสามารถทำงานได้ดี
6 ในช่วงที่อาการโรคกระเพาะกำเริบนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาทิ เผ็ด เปรี้ยว หรือหวาน ของดอง ของทอด อาหารที่ใช้น้ำมันมาก หรืออาหารสุกๆ ดิบๆ เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารย่อยยาก
7 อุณหภูมิของเครื่องดื่มไม่ควรร้อนหรือเย็นจัด และงดน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ ชา กาแฟ ฯลฯ เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร
8 การดื่มนมเมื่อรู้สึกปวดท้องนั้นไม่ควรเกินวันละ 1 แก้ว เพราะปัจจุบันนมมีโปรตีนผสมอยู่มาก หากดื่มมากเกินไปนอกจากไม่ได้ช่วยรักษาโรคกระเพาะแล้ว ยังจะไปกระตุ้นให้มีการผลิตกรดและน้ำย่อยออกมามาก
9 งดหรือเลิกสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายช้าแล้วยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกด้วย
10 งดการใช้ยาแก้ปวดและยารักษาโรคกระดูกหรือไขข้ออักเสบ ถ้าจำเป็นต้องใช้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
11 การพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่เครียด และการออกกำลังกายก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรปฏิบัติอย่างเหมาะสม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *