ลิ้นจี่ สรรพคุณ

ลิ้นจี่ สรรพคุณ และประโยชน์ของ สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่

ลิ้นจี่ สรรพคุณ และประโยชน์ของ สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ (Lychee seed extract) กระชับเต่งตึง ผิวขาวใส มีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ที่สามารถทำลายโปรตีน Collagen, Elastin และ Hyaluronic Acid ได้ ซึ่งส่งผลให้สามารถช่วยรักษาความเต่งตึง ความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง และป้องกันการเกิดรอยเหี่ยวย่นได้อีกด้วย และสารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ยังสามารถกำจัดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นอีกสาเหตุของการเกิดริ้วรอย และมะเร็งผิวหนังได้ โดยการทำหน้าที่เป็น Superoxide dismutatase (SOD) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายได้เป็นอย่างดี

ลิ้นจี่ เป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่คนชอบรับประทาน เนื่องจากมีรสชาติดี หวาน หอม สีสวย จึงทำให้เป็นที่ต้องการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากจะรับประทานสดแล้ว ยังแปรรูปเป็นลิ้นจี่บรรจุกระป๋องได้ด้วย ซึ่งสามารถส่งไปขายทั้งในและนอกประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เป็นพืชที่ชอบดินร่วน ร่วนปนทราย ร่วนปนดินเหนียว หรือเป็นดินเหนียวก็ได้ ถ้าหากมีการจัดระบบน้ำดี ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ระหว่าง 5.0-7.0 ปริมาณน้ำฝน 1200-1400 มิลลิลิตรต่อปี ช่วงการเจริญเติบโต อุณหภูมิควรอยู่ระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส นานอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ชอบความชื้นสูงในช่วงระยะติดผล

ลิ้นจี่ (Lychee)
ชื่อวิทยาศาสตร์: Litchi chinensis Sonn.
วงค์: SAPINDACEAE

ลิ้นจี่ มีต้นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ และมีการปลูกอย่างแพร่หลายในประเทศไทยแถบภาคเหนือ เวียดนาม ญี่ปุ่น อินเดียตอนเหนือ บังคลาเทศ อเมริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา

เนื้อลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ เช่น วิตามินบี 1, วิตามินบี 2 ไนอะซีน, วิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินบี 6, วิตามินอี, โปแตสเซียม, ทองแดง, สังกะสี, ฟอสฟอรัส, ซีลีเนียม, โฟเลต และมีเส้นใยอาหารสูง

ลักษณะพันธุ์
ลิ้นจี่พบในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์โดยแบ่งตามพื้นที่การปลูก ดังนี้

  • กลุ่มพันธุ์ที่ปลูกทางภาคเหนือ เป็นพันธุ์ที่ต้องการความหนาวเย็นมากและยาวนานก่อนการออกดอกมากกว่าพันธุ์ที่ปลูกทางภาคกลาง ได้แก่ ฮงฮวย จักรพรรดิ กิมเจง โอวเฮียะ กวางเจา บริวสเตอร์ และกิมจี๊ เป็นต้น
  • กลุ่มพันธุ์ที่ปลูกในภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกส่วนใหญ่ต้องการความหนาวเย็นไม่มากและหนาวเย็นไม่นานก็สามารถออกดอกได้ ปลูกในที่ราบต่ำแถวอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ได้แก่ พันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก) กะโหลกใบยาว สำเภาแก้ว กระโถนท้องพระโรง เขียวหวาน สาแหรกทอง จีน ไทยธรรมดา ไทยใหญ่ กะโหลกใบไม้ กะโหลกใน เตา ช่อระกำ และพันธุ์ทิพย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ลิ้นจี่ยังมีกรดอะมิโนที่เป็นโครงสร้างของโปรตีนได้แก่ ไทโรซีน, แอสปาราจีน, อะลานีน, ทรีโอนีน, วาลีน และสารประกอบไกลซีน น้ำมันจากเมล็ดลิ้นจี่มีสารประกอบ เป็นกรดไขมันที่สำคัญเช่น ปาล์มมิติก 12%, โอลิอิก 27% และไลโนเลอิค 11% ส่วนเปลือกผลมีสารประกอบประเภท ไซยานิดิน- 3 -กลูโคไซด์ และมัลวิดิน – 3 – อะเซทิล – กลูโคไซด์

จากการศึกษาพบว่าในเนื้อลิ้นจี่นอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญกับร่างกายแล้ว ก็ยังมีกรดไขมันที่สำคัญกับร่างกายอีกด้วย เช่น กรดปาล์มมิติก (Plamitic Acid) 12%, กรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid) 11%, กรดโอเลอิก (Oleic Acid) 27% ซึ่งมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ

สรรพคุณของลิ้นจี่
สรรพคุณทางยา ตามที่ใช้ในประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ นับมาแต่โบราณ เนื้อในผลกินเป็นยาบำรุง แก้อาการไอเรื้อรัง แก้อาการคัดจมูก รักษาอาการท้องเดิน ลดกรดในกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการไม่ปกติของระบบทางเดินอาหาร ในประเทศจีนใช้เปลือกผลลิ้นจี่ทำเป็นชา ใช้ชงเพื่อบรรเทาอาการหวัด แก้การติดเชื้อในลำคอ อาการท้องเสียอย่างอ่อน และโรคจากการติดเชื้อไวรัส

Lychee ในตำรายาจีน กล่าวเฉพาะเมล็ดลิ้นจี่ ว่ามีรสหวาน ขมเล็กน้อย สรรพคุณอุ่น ทำให้พลังชี่ขับเคลื่อน ลดอาการปวด ใช้กรณีปวดท้อง ปวดไส้เลื่อน ปวดบวมของอัณฑะ ใช้ขนาด 5-10 กรัม โดยมักผสมกับสมุนไพรอื่นอีก หนึ่งหรือสองชนิด เมล็ดลิ้นจี่ ที่แห้ง ควรนำมาบด คั่วให้แห้งโดยผสมด้วยน้ำเกลือ แล้วจึงเติมน้ำลงไปต้ม น้ำดื่ม หรือทำเป็นผง รับประทานหรือใช้ ผงยาพอกบริเวณมีอาการปวดบวม รากลิ้นจี่หรือเปลือกต้น ใช้แก้อาการติดเชื้อ ไวรัส อีสุกอีใส และเพิ่มความสามารถระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และมีงานวิจัยในสรรพคุณของลิ้นจี่ในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ต้านเซลล์มะเร็ง ในลิ้นจี่มีสารต้านอนุมูอิสระ และต้านเซลล์มะเร็ง ที่สำคัญคือ ฟลาโวนส์, เคอซิทิน และเคมเฟอรัล ซึ่งเป็นสารทรงพลังในลิ้นจี่ (Litchi Fruit Pericarp) ที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังช่วยต้านเซลล์มะเร็งเต้านมได้
  • ลดความดันโลหิต และบำรุงหัวใจ ลิ้นจี่เป็นผลไม้สีแดงสดเหมาะกับระบบเลือดและหัวใจที่ทำงานปั๊มพ์เลือดตลอดเวลา ด้วยสาร โพลีฟีนอลส์ ที่ดีต่อหัวใจช่วยต้านการอักเสบ และยังมีแร่ธาตุโพแทสเซียมช่วยลดความดันโลหิต และคุมการเต้นกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ช่วยกระเพาะ และลำไส้ ด้วยลิ้นจี่มีน้ำมากในเนื้อและยังมีใยอาหารชนิดที่เป็นวุ้นช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ได้ดี ท่านที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายหรือท้องผูกบ่อยอาจรับประทานลิ้นจี่ช่วยได้เพราะเส้นใยของมันช่วยให้กากอาหารนุ่มขึ้นขับถ่ายง่าย (Bulk forming)
  • ให้พลังกับนักกีฬา โดยการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซลชี้ว่า นักออกกำลังที่ได้รับสารสกัดลิ้นจี่เมื่อเทียบกับคนที่ได้รับวิตามินซี หรือวิตามินอี บำรุงแล้วพบว่า คนที่ได้สารสกัดลิ้นจี่มีผลการออกกำลังที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการศึกษานี้เชื่อว่ามาจากสาร โพลีฟีนอลส์ ที่ช่วยเพิ่มความอึดให้ด้วย
  • เป็นแหล่งวิตามินซี โดยลิ้นจี่เพียง 1 ถ้วยตวงก็มีวิตามินซีมากพอที่ร่างกายจะได้รับต่อวัน โดยวิตามินซีนี้จะช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ป้องกันช้ำ เลือดออกง่าย และช่วยสร้างคอลลาเจน
  • เป็นแหล่งวิตามินบี เป็นวิตามินที่เป็นตัวผู้ช่วย (Co-factor) ของสารในระบบประสาทของร่างกาย ในลิ้นจี่เป็นแหล่งของหลายวิตามินบี เช่น โฟลิก ที่เป็นวิตามินบีช่วยลดไขมัน (ผ่านกระบวนการเมทิลเลชั่น) และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงได้
  • สารต้านอนุมูลอิสระพิเศษ ที่เป็นตัวเด่นของลิ้นจี่คือ โอลิโกนอล (Oligonol) โดยมีการศึกษาจากญี่ปุ่นเจาะลึกสารนี้ จนรู้ว่ามันมีมากในลิ้นจี่ และเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ นอกจากนั้นยังช่วยปกป้องผิวพรรณจากรังสียูวีได้ด้วย

งานวิจัย งานวิจัยเปลือกของผลลิ้นจี่ มีสารกลุ่มฟลาโวนอลที่สำคัญคือ โพรไซยาไนดินบี 4 ไพรไซยา- ไนดินบี 2 และอีพิคาเทชิน ส่วนที่สำคัญคือ ไซยาไนดิน – 3 – รูตินโนไซด์ ไซยาไนดิน- 3 กลูโคไซด์ เควอเซทิน – 3 – รูติโนไซด์ และเควอเซทิน – 3 – กลูโคไซด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง และสารสกัดจากเปลือกลิ้นจี่ ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์ มะเร็งเต้านม ทั้งในห้องทดลองและในสัตว์ทดลอง โดยยับยั้งการขยายจำนวนเซลล์ การควบคุมการสื่อสารระหว่างเซลล์มะเร็ง และเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็ง

รายงานวิจัยที่ทำในประเทศจีนอื่นๆ ยังพบว่า สารสกัดลิ้นจี่ช่วยลดขนาดเนื้องอกในสัตว์ทดลอง แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นสารสกัดส่วนใดของลิ้นจี่ สำหรับงานวิจัย นักวิทยาศาสตร์ของไทย พบว่าสารสกัดผลลิ้นจี่ มีฤทธิ์ในการปกป้องตับ ในหนูที่เหนี่ยวนำให้ได้รับสารพิษ และเป็นโรคตับ

ข้อควรระวัง เนื่องจากในลิ้นจี่ มี น้ำตาล และแร่ธาตุโพแทสเซียม ที่ค่อนข้างสูงจึงต้องระวังในท่านที่มีเบาหวาน, โรคไต, เด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อในสมอง (Encephalitis) และมีโอกาสเกิดร้อนในง่าย

คุณค่าทางโภชนาการ
ลิ้นจี่ เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ช่วยย่อยอาหาร บำรุงอวัยวะภายในต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นม้ามหรือระบบประสาท นอกจากนี้ลิ้นจี่ยังช่วยในการบรรเทาอาการกระหายน้ำได้ และหากนำเนื้อลิ้นจี่ ตากแห้งมาต้มรับประทานเป็นประจำก็จะช่วยบรรเทาอาการปวด อันเนื่องมาจากโรคไส้เลื่อนหรือลูกอัณฑะบวม และยังช่วยรักษา โรคโลหิตจางได้อีกด้วย สำหรับผู้มีอาการของท้องร่วงเรื้อรังให้นำ เนื้อลิ้นจี่มาต้มรวมกับเนื้อพุทราแล้วนำมากินกับน้ำจะช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงเรื้อรังได้เป็นอย่างดี

การนำไปใช้ประโยชน์
ลิ้นจี่ นอกจากจะใช้รับประทานสดได้แล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อีกหลายชนิด เช่น ลิ้นจี่กระป๋องหรือบรรจุขวด ในน้ำเชื่อม

ขอขอบคุณรูปภาพและบทความจาก http://www.monmai.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *