ลองกอง สรรพคุณ

ลองกอง สรรพคุณ ประโยชน์และโทษของลองกอง

สรรพคุณของลองกอง ประโยชน์ในการรักษาโรค ลองกองมีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย แต่ถ้ากินมากไปอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่มีน้ำตาลสูง ลองกองช่วยเพิ่มอินซูลินให้แก่ร่างกาย สรรพคุณของลองกองช่วยลดการอักเสบ กิ่งลองกองเป็นสมุนไพรโบราณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และรักษาโรคกระเพาะ เปลือกของลำต้นและใบเป็นยาสมุนไพรโบราณใช้รักษาอาการลำไส้อักเสบ และโรคที่เกี่ยวกับลำไส้

ลองกอง เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลาง เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในเขตที่มีสภาพอากาศร้อนชื้น ลองกองเป็นพืชที่ชอบร่มเงาและไม่ชอบลมแรง อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 25-30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศสูงประมาณ 75-85 % ดินควรมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 5.5-6.5 และที่สำคัญควรปลูกในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง

ลองกอง เป็นลางสาดพันธุ์หนึ่ง เป็นชนิดที่เปลือกหนาและยางน้อย เชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากบริเวณหมู่เกาะมลายู อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และภาคใต้ของไทย เรียกได้หลายชื่อ อาทิ ลังสาด, ดูกู โดยชื่อ ลางสาด หรือ ลังสาด นั้นมาจากภาษามาเลย์ว่า “langsat”, ชื่อ ดูกู มาจากภาษาอินโดนีเซียว่า “duku” ส่วนชื่อ ลองกอง มาจากภาษายาวีว่า ดอกอง ลองกองเป็นผลไม้ที่ปลูกมากในภาคใต้ โดยเฉพาะ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แหล่งผลิตที่สำคัญที่มีชื่อเสียง คือ ลองกอง ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เป็นแหล่งผลิตลองกองคุณภาพดี เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ

ลองกองเป็นผลไม้ที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น มีผลทรงกลม ติดผลเป็นช่อ ผลสุกเปลือกสีเหลือง เนื้อในสีขาวใส แบ่งเป็นกลีบ รสหวานหรืออาจอมเปรี้ยวเล็กน้อย และเนื่องจากลองกองไม่สามารถเก็บมาบ่มให้สุกได้ จึงต้องเก็บจากต้นในระยะเวลาที่เหมาะสม คือหลังจากผลเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเขียวอมเหลืองประมาณ 15-25 วัน เคล็บลับในการแกะเปลือกลองกองคือใช้เล็บจิกตรงกลางก้นผล เพราะเปลือกจะบางกว่าและมียางน้อยกว่าตรงขั้วผล แล้วจึงค่อยฉีกเปลือกออกตามแนวยาวไปยังขั้ว

ลองกองเป็นผลไม้ที่นิยมกินผลสด มากกว่าจะนำไปแปรรูป คุณค่าสารอาหารที่จะได้รับจากการกินลองกอง ได้แก่ แคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งจะทำงานร่วมกัน ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง จึงช่วยป้องกันสภาวะกระดูกพรุน วิตามินซีช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสารคาเทชินซึ่งเป็นสารโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบและลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ลองกองยังมีแมกนีเซียม โพแทสเซียม ทองแดง รวมไปถึงเส้นใยอาหารด้วย

วงศ์: Meliaceae
สกุล: Lansium
ชนิด: L. domesticum

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของลองกอง

  • ลำต้น ลำต้นลองกองจะมีลักษณะไม่กลมมาก มีส่วนที่นูนขึ้นมาเป็นสันและจุดที่เว้าลงไป เปลือกลำต้นหนาและค่อนข้างหยาบ มีสีขาวปนน้ำตาล การแตกกิ่งจะแตกเป็นพุ่มแต่ไม่กลม ตามง่ามกิ่งลำต้นจะมีรอยเว้าเป็นระยะๆ หากปลูกในที่ค่อนข้างทึบมีต้นไม้อื่นเยอะๆ ต้นจะสูง เปลือกจะค่อนข้างเรียบ แต่ถ้าปลูกในที่โล่งต้นจะไม่สูงมาก พุ่มจะแผ่ออกกว้างกว่า เปลือกต้นจะหยาบกว่าเล็กน้อยโดยทั่วไปจะสูงประมาณ 15-20 เมตร
  • ราก รากของลองกองมีทั้ง 3 ระบบ คือ ระบบรากแก้ว ระบบรากฝอย และระบบรากแขนง ซึ่งจะมีระบบรากแบบใดขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ของลองกอง แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีรากแผ่กระจายไปตามหน้าดิน เมื่อต้นลองกองอายุมาก รากส่วนนี้จะจะแยกจากโคนต้นซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน จากรากแขนงจะมีรากฝอยทำหน้าที่ดูดซับอาหารและน้ำ ซึ่งจะแผ่ไปตามหน้าดินตื้นๆ เท่านั้น
  • ใบ ใบเป็นใบรวม มีใบย่อยแตกออกจากก้านเป็นคู่ๆ สลับเป็นฟันปลา ประมาณ 5-9 ใบ ก้านใบยาว ใบใหญ่และหนากว้างประมาณ 2-6นิ้ว หน้าใบสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเรียบสีเขียวจางไม่มีขน ใบรีรูปไข่ยาวประมาณ 4-8 นิ้ว ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย เส้นใบทั้งเส้นกลางใบและเส้นที่แยกออกจากเส้นกลางใบเป็นลักษณะล่างแห ค่อนข้างลึกมองเห็นได้ชัดเจน
  • ดอก ดอกลองกองมีลักษณะเป็นตุ่มแข็ง มีสีเขียวอมน้ำตาล ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ซึ่งส่วนนี้จะเจริญเป็นช่อดอกเรียกว่า Spike ช่อดอกอาจเป็นแบบเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มก็ได้หากเป็นกลุ่มจะมีดอกกลุ่มละประมาณ 2-10 ช่อดอก โดยแตกออกมาจากกิ่งหรือลำต้นที่สมบูรณ์ ดอกเมื่อบานจะมีสีเหลืองนวล กลีบเลี้ยงสีเขียวอวบและจะติดอยู่จนกระทั่งผลแก่ มีเกสรตัวผู้เป็นท่อสั้นๆ อยู่ 10 ก้าน มีฐานรวมกันดอกจะเริ่มบานจากบริเวณ
  • ผล ผลมีลักษณะทั้งกลมและรี ติดผลเป็นช่อแน่นติดกับก้านช่อ เปลือกหนา เมื่อผลอ่อนเปลือกจะมีสีเขียว เมื่อผลแก่เปลือกอออกสีเหลืองนวล ผิวขรุขระเล็กน้อย รูปทรงของช่อลองกองจะแตกต่างกันไปเนื่องจากถูกเบียดกันแน่น เนื้อมีสีขาวใส รสชาติหวานหอม

ลักษณะของต้นลองกอง
เมล็ดในลองกองหนึ่งผล จะมีเมล็ดอยู่ไม่มาก เพราะส่วนใหญ่เมล็ดลองกองจากทั้งผลมักจะลีบแบนหรือไม่ก็หยุดการพัฒนา ส่วนเมล็ดที่สมบูรณ์จะมีเพียง 1-2 เมล็ดเท่านั้น ลักษณะเป็นรูปไข่ สีเขียวอมเหลือง ไม่ขม หากเพาะจะขึ้นหลายต้นจากเมล็ดเดียว

ลองกองมีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย แต่ถ้ากินมากไปอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ เนื้อหวาน ๆ ของลองกองมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควรกินในปริมาณจำกัด ขณะที่เมล็ดสีเขียวของลองกองที่เราคายทิ้งนั้น คนโบราณใช้เป็นยาขับพยาธิ และปัจจุบันมีผู้นำไปใช้กำจัดและควบคุมหนอนและแมลงในแปลงผัก ด้วยวิธีบดเมล็ดให้ละเอียด 0.5 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน กรองเอาแต่น้ำ ผสมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่นตามแปลงผัก ส่วนเปลือกลองกองก็อย่าทิ้ง เพราะนำไปเผาไฟไล่ยุงได้

ความแตกต่างระหว่าง “ลองกอง” กับ “ลางสาด”

นอกจากลองกองแล้วยังมีผลไม้ที่อยู่ในตระกลูเดียวกันอย่าง “ลางสาด” ซึ่งรสชาติใกล้เคียงกัน แต่ปัจจุบันค่อนข้างหาทานยากกว่าลองกอง และเนื้อของลางสาดจะไม่อวบหนาเท่าลองกอง ผลของลางสาดจะต่างจากลองกองให้สังเกตที่ขั้วสีขาวกลางผลจะเรียวกว่า และมีเปลือกที่บางกว่าลองกอง เนื้อของมันแม้รสชาติจะคล้ายกันแต่ลองกองจะอร่อยกว่า วิธีสังเกตอีกอย่างคือ เปลือกของลองกองจะหนา และมีผิวหยาบเล็กน้อย เนื้อจะมีกลิ่นหอมมากกว่าลางสาด และมีเมล็ดน้อยกว่า ลองกองบางลูกก็ไม่มีเมล็ดเลย ส่วนลางสาดจะมีเมล็ดมาก และมียางสีเขียวขุ่น

พันธุ์ของลองกองแบ่งออกเป็น 3 พันธุ์

1.1 ลองกอง มีลักษณะเปลือกค่อนข้างหนา ผิวหยาบเล็กน้อย ผลกลม ช่อ ยาว แน่น เนื้อมีรสหวานหอม มีเมล็ดน้อย ขนาดเมล็ดค่อนข้างใหญ่ ส่วนใหญ่มีรอยแตกร้าว จึงเพาะ กล้าได้หลายต้น ใบมัน นูน เป็นคลื่น
1.2 ลองกองน้ำ ลักษณะเปลือกค่อนข้างบาง ผิวคล้ายลองกอง ผลจะนุ่มกว่า ลองกอง เนื้อมีรสจืด มีน้ำมาก มีเมล็ดน้อย กลมรีมีรอยแตกร้าวเล็กน้อยใบคล้ายลองกองมาก ใบ เลี้ยงลักษณะคล้ายใบโพธิ์
1.3 ลองกองปาลาเม มีเปลือกบางผิวละเอียด ผลกลมรีช่อไม่แน่น คล้ายลางสาด เนื้อมีรสหวานหอม มีเมล็ดน้อยและขนาดเล็กมีรอยแตกร้าวคล้ายเมล็ดลองกองใบคล้ายลางสาด แต่สั้นกว่า มีคลื่นเล็กน้อย ปลายใบแหลมเหมือนหางเต่า

การเลือกต้นพันธุ์ลองกองที่จะนำมาปลูก

2.1 ต้นกล้า (จากการเพาะเมล็ด) ควรคัดเมล็ดจากต้นแม่พันธุ์ที่มีทรงพุ่มแข็งแรง ออกดอก สม่ำเสมอ ผลดกมีรสชาติดี ต้านทานต่อโรคและแมลงซึ่งการปลูกด้วยต้นเพาะเมล็ดจะให้ผลผลิตช้ากว่า การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ
2.2 ต้นพันธุ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์ไม่อาศัยเพศ
– 2.2.1 การทาบกิ่ง โดยใช้ต้นตอลางสาดหรือดูกู ซึ่งนิยมใช้ วิธีการทาบกิ่งแบบฝานบวบแปลง
– 2.2.2 การเสียบกิ่งมี 2 แบบ การเสียบข้าง (Side grafting) และการเสียบยอด (cleft grafting)ซึ่งเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ใช้ต้นตอเป็นลองกอง
– 2.2.3 การติดตา (Budding) นิยมการติดตาแบบเพลท (Plate budding) ปัจจุบันไม่นิยม
3. ต้นกล้าที่ปลูกควรมีอายุ 1-1.5 ปี และควรมีใบแก่ทั้งต้น เพราะจะทำให้ ลองกองสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี
4. หลังจากปลูกแล้วควรทำร่มเงาพรางแสง และควรคลุมโคนต้นด้วยเศษ หญ้าหรือใบไม้
5. การเลือกพื้นที่ปลูกควรเป็นดินร่วนระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง
6. ระยะปลูกที่เหมาะสม 4×6, 6×6 และ 6×8 เมตร ขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่นั้น ๆ แต่แนวแถวควรอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้เพื่อหลีกเลี่ยงการบังแสงจากต้นข้างเคียง

การปลูกและการดูแลรักษาลองกองก่อนออกดอก
การเตรียมพื้นที่ปลูก

เลือกพื้นที่ปลูก ควรเป็นพื้นที่ราบ น้ำไม่ท่วมขัง ดินเป็นดินร่วน ระบายน้ำได้ดี
กำหนดระยะปลูกที่เหมาะสม 4×6 เมตร หรือ 6×6 เมตร หรือ 6×8 เมตร ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่
การเตรียมหลุมปลูกควรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยสูตร 0-3-0 (Rock phosphate)ผสมกับดินเดิมก่อนปลูก
วางแผนเกี่ยวกับการวางระบบน้ำ
การเตรียมต้นเพื่อปลูกและช่วงเวลาควรปลูก

ควรใช้ต้นกล้าที่มีอายุ 1-1.5 ปี และมีใบแก่ทั้งต้น
เลือกต้นที่แข็งแรง สมบูรณ์
ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
ทำร่มเงาพรางแสงหลังจากปลูก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *