มะเดื่อ สรรพคุณ

มะเดื่อ สรรพคุณ ที่เป็นประโยชน์ของมะเดื่อ

มะเดื่อ มีถิ่นกำเนิดในประเทศศรีลังกา จีนตอนใต้ เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สายพันธุ์มะเดื่อที่มีอยู่ในโลก ซึ่งทางพฤกษศาสตร์ได้มีการรวบรวมไว้นั้นมีประมาณ 600 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่บ้านเรารู้จักกันดี คือ มะเดื่อชุมพร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Ficus racemosa Linn.” อยู่ในวงศ์ Moraceae

ชื่ออื่น : เดื่อเกลี้ยง (ภาคเหนือ มะเดื่อเกลี้ยง มะเดื่อ มะเดื่อชุมพร กูแซ เดื่อน้ำ (ภาคใต้) มะเดื่อน้ำ เดื่อเลี้ยง มะเดื่อหอม หมากเดื่อ (ภาคอีสาน) มะเดื่อดง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะเดื่อไทย
มะเดื่อไทย หรือ มะเดื่ออุทุมพร เป็นไม้ต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10–20 เมตร ลำต้นเกลี้ยงสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา กิ่งอ่อนสีเขียว หรือสีเขียวในน้ำตาล กิ่งแก่มีสีน้ำตาลเกลี้ยง หรือมีขนปกคลุม
ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ ใบบาง รูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมนหรือกลม ผิวใบเกลี้ยง หรือมีขน ไม่หลุดร่วงง่าย
ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอก มีก้านเกิดเป็นกลุ่มบนกิ่งสั้นๆ ที่แตกออกจากลำต้น และกิ่งขนาดใหญ่
ผล ผลมะเดื่อเป็นรูปกลมแป้นหรือรูปไข่ มีขน ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น เมื่อฉีกออกจะพบเกสรเล็กๆ อยู่ภายในผล ผลสุกมีสีแดง

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของมะเดื่ออุทุมพร ครอบคลุมเขตร้อนของทวีปเอเชีย ตั้งแต่อินเดียถึงประเทศจีน ในไทยพบขึ้นตามป่าดิบชื้นและป่าดิบเขา มักขึ้นตามริมลำธารที่ระดับความสูง 1,000-1,250 เมตร จากระดับน้ำทะเล ชื่อมะเดื่ออุทุมพรสันนิษฐานว่ามาจากการรวมชื่อมะเดื่อกับชื่อในภาษาสันสกฤต คือ Udumbar เป็น มะเดื่ออุทุมพร ในภาคกลางเรียกมะเดื่ออุทุมพร ภาคใต้เรียกเดื่อน้ำ ภาคเหนือ(ลำปาง) เรียก มะเดื่อ ภาษาอังกฤษเรียก Cluster Fig

มะเดื่อไทยหรือมะเดื่ออุทุมพรในฐานะผักและผลไม้
ส่วนที่นำมากินเป็นผัก คือ ช่อดอก (หรือที่คนไทยเรียกว่าผลหรือลูกมะเดื่อ) โดยใช้ช่อดอกอ่อนหรือดิบเป็นผักจิ้มหรือใช้แกง เช่น แกงส้ม ความจริงช่อดอก(ผล)ของมะเดื่อชนิดอื่นที่กินเป็นผักได้หลายชนิด แต่ส่วนใหญ่ผลเล็กและรสชาติ ไม่ดีเท่าช่อดอกมะเดื่ออุทุมพร ช่อดอกแก่(ผลสุก)สีแสดแดง กินเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ช่อดอกแก่(หรือผลสุก)ของมะเดื่ออุทุมพรนี่เองที่พบแมลงหวี่อยู่ภายในเสมอ จนทำให้คนไทยมีทัศนคติไม่ดีต่อมะเดื่อ การศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแมลงหวี่กับมะเดื่อ พบว่า ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (symbiosis) โดยมะเดื่ออาศัยแมลงหวี่ผสมเกสรให้ติดเมล็ด ส่วนแมลงหวี่อาศัยมะเดื่อเป็นอาหารและฟักไข่ให้เป็นตัวจนบินได้ จึงจะเห็นได้ว่าทั้งแมลงหวี่และมะเดื่อต่างก็อาศัยอีกฝ่ายหนึ่ง ในการสืบพันธุ์ต่อไปได้
คุณค่าทางโภชนาการของมะเดื่อไทย หรือมะเดื่ออุทุมพร

ผลของสมุนไพรมะเดื่อไทย หรือมะเดื่ออุทุมพร อุดมด้วยวิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะวิตามิน b1 ,วิตามิน b2 และ วิตามิน ซี และแคโรทีนของวิตามิน เอ และยังมีแร่ธาตุที่สำคัญ อาทิเช่น เหล็ก , แคลเซียม และทองแดง แร่ธาตุเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเซลล์ในร่างกายและการฟอกเลือด มีประโยชน์สำหรับคนที่ขาดเลือด นอกจากนี้ผลมะเดื่อยังมีเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลระหว่าง 18-30 % ตามความสดและแห้ง ผลมะเดื่อสดปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 70 แคเลอรี ถึง 267 แคเลอรี่ เมื่อเทียบกับผลมะเดื่อแห้ง
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่รับประทานผลมะเดื่อจะมีกำลังวังชาและทนต่อความหนาวได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของผลมะเดื่อออกมามากมาย แต่ดูเหมือนว่า ในบ้านเรา (เมืองไทย) ไม่ค่อยได้รับข้อมูลดังกล่าว
มีการศึกษาวิจัย พบว่าสารสกัดใบมะเดื่ออุทุมพร( Ficus racemosa Linn.)แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบ เมื่อทดลองในหนูขาว เมื่อให้สารสกัดความเข้มข้น 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว สามารถลดการอักเสบได้ 30.4 , 32.2 , 33.9 , 32.0 % ในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้ขาหลังอักเสบด้วย carragenin , serotonin , histamine และ dextran ตามลำดับ กลไกการลดการอักเสบเกิดจากการยับยั้ง histamine และ serotonin ผลการลดการอักเสบเรื้อรังเมื่อทดลองโดยการฝังเม็ดฝ้ายใต้ผิวหนังหนูขาว พบว่าสามารถลดน้ำหนักของ granuloma ได้ 41.5% โดยกลไกเกิดจากการลดจำนวน fibroblast ลดการสังเคราะห์ collagen และ mucopolysaccharide

มะเดื่อ ผลไม้ที่ได้รับการตีค่าว่าเป็นอาหารกระตุ้นความรู้สึกทางเพศจากลักษณะที่คล้ายคลึงอวัยวะเพศหญิง และตำนานกรีกยังให้ราคามะเดื่อว่ามีค่ามากกว่าทองคำ อีกทั้งยังมีค่านิยมและความเชื่อว่ามะเดื่อนั้นมีส่วนช่วยในการเจริญพันธุ์ด้วย

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผลอ่อน เปลือกต้น ราก
ประโยชน์สรรพคุณของมะเดื่อไทยหรือมะเดื่ออุทุมพร
ผลอ่อน รับประทานเป็นอาหาร
เปลือกต้น มีรสฝาด รับประทานแก้ท้องร่วง ชะล้างบาดแผล เป็นยาสมานดี
ราก ใช้เป็นยาแก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้หัว ไข้กาฬ ไข้พิษทุกชนิด กล่อมเสมหะ และโลหิต

ประโยชน์ด้านความเชื่อและพิธีกรรมของมะเดื่อไทยหรือมะเดื่ออุทุมพร
ประโยชน์ที่สำคัญของมะเดื่ออุทุมพรอีกด้านหนึ่งคือในเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ในสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม้มะเดื่อถือว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้ทำพระที่นั่งในพระราชพิธีราชาภิเษก นอกจากนั้น ยังใช้ทำหม้อน้ำและกระบวยตักน้ำมัน สำหรับกษัตริย์ทรงใช้ในพระราชพิธี มีชื่อมะเดื่ออุทุมพรเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย คือ พระเจ้าเสือนั้นเดิมทรงพระนามว่า เดื่อ เพราะเมื่อเกิดได้นำรกไปฝังไว้ใกล้ต้นมะเดื่อ สำหรับพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด)ทรงมีพระนามเดิม ว่า เจ้าฟ้าดอกเดื่อ เพราะพระราชมารดาทรงพระสุบิน(ฝัน)ว่าพระองค์ ได้ดอกมะเดื่อนั่นเอง ในอดีตคนไทยถือว่าดอกมะเดื่อ เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก นับเป็นบุญวาสนาจริงๆจึงจะได้เห็นหรือเป็นเจ้าของดอกมะเดื่อ การที่พระราชมารดาของพระเจ้าอุทุมพรทรงสุบินว่าได้ดอกมะเดื่อจึงนับเป็นมงคลยิ่ง จึงทรงตั้งชื่อโอรสว่า เจ้าฟ้าดอกเดื่อ และกลายเป็นพระเจ้าอุทุมพรในภายหลัง

ชาวกรีกโบราณนิยมรับประทาน ซึ่งทำให้คึกคักอยู่ตลอดเวลา มะเดื่อมีวิตามินบีชนิดไนอะซินสูง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตของร่างกาย และยังมีแมกนีเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชาย ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ