มะสัง สรรพคุณทางยา

มะสัง สรรพคุณทางยา ประโยชน์ของมะสัง

มะสัง สรรพคุณ ใบมีรสฝาดมัน สรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย รากและผลอ่อนเป็นยาแก้ไข้ ตำรายาไทยจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มหรือฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ ช่วยแก้ท้องเดิน ใบช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก่นมะสังใช้ร่วมกับแก่นมะขาม ใช้ต้มกับน้ำดื่มขณะอยู่ไฟ ใบใช้เป็นยาสมานแผล

ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง กิ่งมีหนามยาว แข็งมาก เปลือกสีเทาแกมดำ แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ ใบเรียงเวียนรอบกิ่ง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ปลายใบมน ผิวใบมีต่อมน้ำมันใสๆ ดอกเป็นดอกช่อ ออกเป็นกระจุก 5-10 ดอก ที่ง่ามใบ สีเหลืองอ่อนถึงแดงคล้ำ ผลรูปทรงกลมหรือแป้น ผิวเกลี้ยง เปลือกแข็งมาก เมล็ดจำนวนมาก

ชื่อวิยาศาสตร์ Feroniella lucida (Scheff.) Swingle
ชื่อวงศ์ RUTACEAE
ชื่ออื่นๆ หมากกะสัง (กลาง) กะสัง (ใต้) หมากสัง

ลักษณะ
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร แผ่กิ่งก้านจำนวนมาก ตั้งฉากกับลำต้นออกเป็นทรงพุ่ม ลำต้นและกิ่งก้าน มีหนามแหลมยาว แข็ง ประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร

  • ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว หรือสองชั้น ออกเวียนเป็นเกลียวตามกิ่ง ใบอ่อนออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ตรงปลายมีใบยอดเพียงใบเดียว ใบกลมรี ขอบใบเว้าเข้าหาเส้นกลางใบ ดูคล้ายก้างปลา มี 3-5 แฉก แผ่นใบโค้งขึ้นด้านบนเล็กน้อย สีเขียวเข้ม เป็นมันวาว ความยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ฐานใบแหลม มน หรือกลม ตามผิวใบมีต่อมน้ำมัน
  • ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงที่ซอกใบ คล้ายดอกกระถิน เป็นปุยๆ มีสีขาว กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมี 5-6 กลีบ เกสรเพศผู้มี 10-12 อันแยกกัน เกสรเพศเมียมี 1 อัน
  • ผลสีเขียวคล้ายผลมะนาว รูปกลม มีขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว เมื่อแก่จัดสีน้ำตาล เปลือกแข็งและหนามาก มีเมล็ดจำนวนมาก ผลมีรสเปรี้ยว ใช้แทนมะนาวได้ ยอดอ่อน และใบอ่อนกินสด หรือนำไปปิ้งไฟให้หอม เป็นผักได้ พบตามป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ประโยชน์ของมะสัง

  • ผลมะสังมีรสเปรี้ยว สามารถนำมาใช้แทนมะนาวได้ โดยใช้ปรุงน้ำพริก หรือใส่แกง นอกจากนี้ยังใช้กินและนำมาทำน้ำผลได้อีกด้วย
  • ยอดอ่อนและใบอ่อนมะสังใช้กินเป็นผักสด หรือนำไปปิ้งไฟให้หอมก็ใช้รับประทานร่วมกับลาบ ก้อย ซุปหน่อไม้
  • ในปัจจุบันนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ ทำเป็นไม้แคระประดับหรือไม้ดัด เนื่องจากมีความสวยงามจากเปลือกที่ขรุขระ มีรูปทรงของต้นที่สวยงาม ออกใบดกและมีขนาดเล็ก และง่ายต่อการดัดเพราะกิ่งก้านมีความเหนียว

สรรพคุณทางยาของมะสัง

  • ใบมีรสฝาดมัน สรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย
  • รากและผลอ่อนเป็นยาแก้ไข้ ตำรายาไทยจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มหรือฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้
  • ใบช่วยแก้ท้องเดิน
  • ใบช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • แก่นมะสังใช้ร่วมกับแก่นมะขาม ใช้ต้มกับน้ำดื่มขณะอยู่ไฟ
  • ใบใช้เป็นยาสมานแผล

การขยายพันธุ์
ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด หรือหากขุดล้อมจากป่าธรรมชาติการปลูกเลี้ยง แต่จะต้องเป็นต้นขนาดไม่โตนัก เพราะเมื่อได้รับการกระทบกระเทือน มะสังจะฟื้นตัวได้ยาก หากผู้ปลูกเลี้ยงไม่มีความชำนาญ

การปลูก
เนื่องจากเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่จึงนิยมปลูกลงดิน โดยขุดหลุมขนาด 50 x 50 x 50เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและเศษวัชพืช

การดูแลรักษา

  • แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
  • น้ำ ต้องการน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 3-5 วัน/ครั้ง
  • ดิน ดินร่วนซุย ความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ
  • ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

การทำน้ำยาล้างจานสูตรน้ำกะสัง
ทำของใช้เอง พวกสารซักล้าง การทำอาหารปลาทำเองใช้เองได้ พวกใบกระถิน ข้าวสวยเหลือใช้ รำ การบำบัดสิ่งแวดล้อม การกำจัดกลิ่นโดยใช้จุลินทรีย์ การพึ่งพาตนเองได้ ประหยัด ชาวบ้านอยากมีเงินแต่ไม่ขยัน เศรษฐกิจจะดีได้อย่างไร อยากได้เงิน เงินมาจากไหนมาจากการเป็นหนี้ การให้ หรือจากการทำงาน

วิธีทำ

  1. ใส่สารให้ฟอง N70 1 กก. ใส่ F24 หรือน้ำด่าง 1 กก. สีผสมอาหาร 1 ซอง สารกันบูด 5 cc น้ำหอม 5 cc ลูกกะสังหมักน้ำตาลแดงหรือเพิ่มที่น้ำขี้เถ้าได้จากขี้เถ้า หมักน้ำ 1 ชุด ทำได้ 12 ขวด ขายขวดละ 25 บาท เกลือจะเป็นตัวเพิ่มความหนืด 1 กก.
  2. นำเกลือผสมน้ำ 2 ลิตร จนเกลือละลาย หากใช้หมดภายใน 2 เดือน ไม่ต้องใส่สารกันบูดก็ได้ สิ่งที่จะบูดคือ น้ำหมักผลไม้ลูกกะสัง เป็นด่างเข้ม มีคุณสมบัติซะล้าง
  3. นำ N70 สารให้ฟอก 1 กก. เท 3 ครั้ง น้ำเกลือก็เท 3 ครั้ง คนกวนไปเรื่อยๆ คนตามเข็มนาฬิกาจนเป็นครีมขาว ทำไปเรื่อยๆ ใส่น้ำกะสังหมักและน้ำ F24 ด่าง คนไปเรื่อยๆ ใส่น้ำ 6 ลิตร ลงครั้งละ 2 ลิตร เทไปเรื่อยๆ จนเข้ากันดี ใส่สารกันบูด 5 cc กวนให้เข้ากัน
  4. มะสังหรือมะนาวหรือมะกรูด มะดัน หรือผลไม้เปรี้ยว หมักอีเอ็ม เอามาใช้แทน F24 ก็ได้ หมัก 15 วัน เวลาใช้ 1-5 ลิตร ก็ได้รวมเป็น 8 ลิตร การหมักเพื่อลดความเป็นกรด หมักจนกลายเป็นน้ำด่าง
    ปล่อยทิ้งไว้ 6 ชั่วโมงให้หมดฟอง
  5. การหมักน้ำผลไม้เปรี้ยว 3 กก น้ำตาล 1 กก. อีเอ็ม 10 cc หมัก 15 วัน ก่อนน้ำมาใช้

ขอขอบคุณบทความและรูปภาพจาก http://www.monmai.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *