มะยม สรรพคุณ

มะยม สรรพคุณ ที่เป็นประโยชน์ของมะยม

มะยม สรรพคุณ ผล แก้ไอ ขับเสมหะ และทำให้ชุ่มคอ ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ใช้เป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย ใช้ทารักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ใช้ทาแก้อาการผื่นคันตามผิวหนัง น้ำสกัดจากผลมะยมประกอบด้วยกรดหลายชนิด ใช้ทาผิว ทาหน้า ช่วยพลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวแลดูขาวขึ้น ผลมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ทำให้ผิวไม่แลดูแก่เกินวัย เสริมสร้างภูมิต้านทาน บรรเทาอาการภูมิแพ้ และป้องกันโรคจากสาเหตุภูมิแพ้ เพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร กระตุ้นการยากอาหาร

ผักพื้นบ้านนำไปประกอบอาหารและใช้เป็นยารักษาโรคราก แก้โรคผิวหนัง ผดผื่นคัน ช่วยซับน้ำเหลืองให้แห้งแก้ประดง ดับพิษเสมหะ เปลือกแก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้ ใบ แก้ไข้ บำรุงประสาท ดับพิษไข้ ดอก แก้โรคในตา ชำระล้างในตา ผล กัดเสมหะ แก้ไอบำรุงโลหิต และระบายท้อง

คติความเชื่อ
มะยมเป็นต้นไม้ที่ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันตก (ประจิม) เพื่อป้องกันความถ่อย ถ้อยความ และผีร้ายมิให้มากล้ำกราย ในบางตำราก็ว่า เป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ปลูกแล้วผู้คนจะได้นิยมเหมือนมีนะเมตตา มหานิยม

ชื่อพื้นเมือง : ยม (ใต้) มะยม (ทั่วไป)หมักยม , หมากยม (อุดรธานี, อีสาน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus acidus (Linn.) Skeels.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มะยมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 3-10 เมตร ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขาบริเวณปลายยอด กิ่งก้านจะเปราะและแตกง่าย เปลือกต้นขรุขระสีเทาปนน้ำตาล

  • ใบ เป็นใบรวม มีใบย่อยออกเรียงแบบสลับกันเป็นแถว แต่ละก้านมีใบย่อย 20-30 คู่ ใบรูปขอบขนานกลมหรือค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ปลายใบแหลม ฐานใบกลมหรือมน ขอบใบเรียบ ใบกว้าง 1.5-3.5 ซม. ยาว 2.5-7.5 ซม.
  • ดอก ออกเป็นช่อตามกิ่ง ดอกย่อยสีเหลืองอมน้ำตาลเรื่อ ๆ
  • ผล อ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือขาวแกมเหลือง เนื้อฉ่ำน้ำ เมล็ดรูปร่างกลม แข็ง สีน้ำตาลอ่อน 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์ :

  • การตอน เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด จากการทดลองตอนต้นขนาดใหญ่อายุประมาณ 10 ปียังสามารถออกรากได้ และออกดอก ติดผลได้ในปีแรกหลังการปลูกกิ่งตอน
  • การเพาะเมล็ด เป็นวิธีการที่ทำได้ง่าย แต่ต้องใช้เวลาในการให้ผลผลิตยาวนานกว่าการตอน

การปลูก
มะยมเป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีทั้งที่แดดจัด หรือในที่ร่มรำไร ปลูกขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย มีความชื้นพอเหมาะ

ประโยชน์ทางยา
ส่วนที่ใช้เป็นยา ราก เปลือกต้น ใบ ดอก ผล
รสและสรรพคุณในตำรายาไทย

  • ราก รสจืด สรรพคุณแก้โรคผิวหนัง แก้ผดผื่นคัน ช่วยซับน้ำเหลืองให้แห้ง แก้ประดง ดับพิษเสมหะ โลหิต
  • เปลือกต้น รสจืด สรรพคุณแก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้ แก้เม็ดผดผื่นคัน
  • ใบ รสจืด ปรุงเป็นส่วนประกอบของยาเขียว สรรพคุณแก้ไข้ ดับพิษไข้ บำรุงประสาท ต้มร่วมกับใบหมากผู้หมากเมียและใบมะเฟืองอาบแก้ผื่นคัน ไข้หัด เหือด สุกใส
  • ดอก ใช้สด ต้มกรองเอาน้ำแก้โรคในตา ชำระน้ำในตา
  • ผล รสเปรี้ยวสุขุม กัดเสมหะ แก้ไอ บำรุงโลหิต ระบายท้อง

ขนาดและวิธีใช้

ใช้เป็นยาแก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้ ให้นำเปลือกต้น มาต้มเอาน้ำดื่ม
ใช้สำหรับล้างและชำระฝ้านัยน์ตา แก้โรคตา ให้นำดอกสด ต้มกรองเอาน้ำล้าง
กัดเสมหะ แก้ไอ บำรุงโลหิต รับประทานผลได้ทั้งดิบและสุด

สารเคมี

  • ผล มี tannin, dextrose, levulose, sucrose, vitamin C
  • ราก มี beta-amyrin, phyllanthol, tannin saponin, gallic acid

ใบมะยม ต้านเบาหวาน
ต้มดื่มลดน้ำตาล บำรุงตับ
สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานน้ำตาลในเลือดสูง วันนี้มีสูตรใบมะยมต้มใบเตยลดน้ำตาลในเลือดมาฝากกันซึ่งมีสรรพคุณทั้งต้านเบาหวานและบำรุงตับอ่อน

วิธีทำ ใช้ใบมะยมสด และรากเตยสดหรือแห้งก็ได้ ต้มรวมกัน แล้วใช้น้ำมาดื่มกิน ถ้าไม่มีรากเตย ก็ใช้ใบมะยมอย่างเดียว (ใส่มะตูมแห้งแบบเป็นแผ่นเพิ่มได้) เมื่อกินใบมะยมระยะแรก จะกระตุ้นตับอ่อนให้ผลิตน้ำตาลมากกว่าเดิมแต่ไม่เพลียไม่เหนื่อย ต่อไปเมื่อตับอ่อนแข็งแรงแล้ว ตับอ่อนจะทำงานของมันเองได้เต็มที่ โดยไม่ต้องพึ่งพาอินซูลินจากภายนอก แล้วตับอ่อนจะคุมน้ำตาลด้วยตัวของมันเองและใบมะยมจะกระตุ้นน้ำตาลให้ขึ้นไปเลี้ยงสมอง ถ้าต้มใบมะยม กินน้ำควรกินให้หมดภายในวันนั้น ก็จะได้โอสถสาร ต้มใบมะยมรวมกับรากใบเตยจะได้รากเตยมาช่วยฟื้นฟูตับอ่อนให้แข็งแรง

คนที่เป็นเบาหวานแต่อยากกินของหวาน ก็กินใบมะยมสด ๆ สัก 2-3 ก้าน (ก้านไม่ต้องกิน) ลงไปรองท้องก่อน เคี้ยวไม่ไหวก็ปั่นกินได้แล้วจึงกินของหวาน กากใยของใบมะยมจะช่วยดูดซับน้ำตาล ไม่ให้ดูดซึมเข้ากระแสเลือด และเมื่อกินของหวานแล้วก็กินน้ำสำรองตาม เพื่ออมกากใยไว้รอการขับถ่าย (ใบมะยมใช้กินสด ๆ จิ้มน้ำพริกได้, แกงเรียงใส่ใบมะยมได้)

ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่ใช้เป็นผัก ยอดอ่อน ใบอ่อน ผลมะยมแก่รับประทานเป็นผักได้
การปรุงอาหาร ชาวไทยภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสานรู้จักรับประทานมะยมเป็นผัก ชาวภาคกลางนิยมใช้ยอดอ่อนเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก ส้มตำ และนำมาชุบแป้งทอด รับประทานร่วมกับขนมจีนน้ำยา

ข้อแนะนำ :
มะยมเป็นพันธุ์ไม้ที่มีใบร่วงมาก ในพื้นที่ที่ต้องการความสะอาดมากจึงไม่ควรปลูก

วิธีทำ มะยมดอง

ส่วนผสม

  • มะยม 1 กิโลกรัม
  • นํ้าตาลทราย 4 – 5 ถ้วย
  • นํ้าปูนใส 8 ถ้วย
  • เกลือป่น 1/2 ถ้วย
  • นํ้า 7 ถ้วย

วิธีทํา

  1. ล้างมะยมให้สะอาด ใส่นํ้า 4 ถ้วยและเกลือลงในหม้อ ตั้งไฟ พอเกลือละลายยกลง ดองมะยมด้วยนํ้าเกลือ ได้ที่แล้วยกขึ้นล้าง แช่ในนํ้าสะอาดสักครู่ นํามะยมมาคลึงเบา ๆ
  2. ใส่นํ้าตาลและนํ้าที่เหลือลงในกระทะทอง เคี่ยวนํ้าตาลให้ค่อนข้างข้น ยกลง นํามะยม ลงแช่ 2 วันแล้วนําขึ้น ค้อยอุ่นนํ้าตาล แล้วแช้อีก ได้ที่แล้วนําไปตาก
  3. นํานํ้าเชื่อมที่แช่มะยมที่เหลือเคี่ยวให้ข้น แล้วนํามะยมขึ้นเชื่อมอีกครั้ง สีจะสวยน่ารับประทาน

วิธีทำ มะยมเชื่อม

ส่วนผสม

  • มะยมผลโต 1/2 กิโลกรัม
  • น้ำตาลทรายขาว 500กรัม
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • นํ้าปูนใส 5 ถ้วยตวง
  • น้ำสะอาด 1 ลิตร

วิธีทำ

  1. ล้างมะยมให้สะอาด คลึงมะยมในกระด้งให้ผิวช้ำทั่วทุกผล แล้วแช่ในนํ้าปูนใส เติมเกลือ 2 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ประมาณ 30นาที
  2. แล้วล้างน้ำให้สะอาด นำใส่หม้อ (หม้อหุงข้าว) ใส่น้ำตาลทราย ลงไปเลย ใส่เกลือนิดหน่อย กดไฟ ปิดฝา รอให้เดือด
  3. เปิดฝาหม้อ ช้อนฟองออก คนเบาๆให้น้ำเชื่อมเดือดเสมอ แง้มฝาหม้อไว้เชื่อมไปเรื่อย ๆ จนมะยมเป็นเงาสีแดง ไม่ต้องคน เดี๋ยวมะยมจะเละ
  4. ได้มะยมเชื่อมขนาดตามต้องการ หรือจนน้ำเกือบแห้ง แต่ไม่ถึงกับแห้ง
  5. รอให้เย็น บรรจุใส่กล่องพลาสติก หรือขวดโหลสะอาดปิดฝาให้สนิท เก็บไว้รับประทานได้นาน เอาเข้าตู้เย็นก็ได้

ขอขอบคุณบทความและรูปภาพจาก http://www.monmai.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *