พริกไทย สรรพคุณ

พริกไทย สรรพคุณ ประโยชน์และโทษของพริกไทย

สรรพคุณหลักของพริกไทย ได้แก่ ทำให้พลังลงสู่ส่วนล่าง อุ่นกระเพาะอาหาร ขับเสมหะ ขับพลังเย็นของอวัยวะจั้งฝู่ (อวัยวะภายในทั้งกลวงและตัน) ขับความเย็นในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารย่อยได้ดีขึ้น รักษาอหิวาต์ที่มีอาเจียนร่วม อาการปวดแน่นลิ้นปี่เนื่องจากความเย็นย้อนขึ้นข้างบน บำรุงพลังของไต แก้บิดที่เป็นชนิดเย็น ฆ่าพิษของอาหารพวกปลา ปู เนื้อสัตว์ หรือเห็ด รักษาอาการปวดฟัน

พริกไทย เป็นราชาแห่งเครื่องเทศที่มีรสชาติเป็นเลิศ ในการใช้ปรุงอาหารให้มีความเผ็ด ร้อน มีกลิ่นหอม ที่ใครรับประทานแล้วต้องติดใจ ไม่ว่าจะเป็น ปูผัดพริกไทยดำ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปลา ผัดพริกไทยดำ ฯลฯ นอกจากนี้พริกไทยดำยังมีสรรพคุณต่อสุขภาพอย่างมาก เช่น ช่วยขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ มีสารแอนติออกซิแดนท์ เป็นต้น เป็นที่ต้องการของชาวตะวันตกมานาน

ชื่อท้องถิ่น : พริกน้อย (ภาคเหนือ) พริก (ภาคใต้)
ชื่อสามัญ : Pepper , Black pepper , White pepper
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrum Linn.
ชื่อวงศ์ : PIPERACEAE

พริกไทย (pepper) อาจเรียกว่า pepper corn เป็นส่วนผล ที่ใช้เป็นเครื่องเทศ (spice) ซึ่งใช้เป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร (flavoring agent) จากธรรมชาติ พริกไทย” มีชื่อพื้นบ้านว่า พริกน้อย ( ภาคเหนือ ) มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เปปเปอร์ (Pepper) เปปเปอร์คอร์น (Pepper Corn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไปป์เปอร์ไนกรัม (Piper nigrum L.) จัดอยู่ในวงศ์ ไปป์เปอร์ราซีอี้ (Piperaceae)

พริกไทยเป็นไม้เลื้อยมีทั้งต้นตัวผู้และตัวเมีย ลำต้นมีข้อและปล้องชัดเจน และมีรากเกาะพันกับไม้ค้างหรือพืชอื่นๆ คล้ายรูปไข่หรือรี ดอกออกเป็นช่ออยู่ตามข้อในทิศตรงกันข้ามกับใบช่อดอกตัวเมียมีกลีบประดับ รูปเกือบกลมขนาด 3 – 5 แฉก ช่อดอกตัวผู้มีดอกที่มีเกสรตัวผู้ 2 อัน ผลอยู่รวมกันเป็นช่อยาว 5 – 15 เซนติเมตร ผลรูปทรงกลมขนาด 3 – 6 มิลลิเมตรแก่แล้วมีสีดำ ภายในมี 1 เมล็ด

ลักษณะทั่วไป
พริกไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper nigrum Lin. จัดอยู่ในวงศ์ Piperaceae จัดเป็นพืชจำพวกไม้เถาเลื้อยมีความสูงประมาณ 5 เมตร

  • ลำต้นเป็นข้อ ๆ เป็นปล้อง เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน มีรากฝอยออกตามข้อใช้ในการยึดเกาะ มีรากที่อยู่ในดินขนาดใหญ่ ประมาณ 3 – 6 ราก แต่ละรากยังมีรากฝอย
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปรี ออกเรียงสลับตามข้อและกิ่ง ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ลักษณะคล้ายกับใบพลูหรือใบโพธิ์ มีดอกขนาดเล็ก มีสีขาว ออกเป็นช่อตามข้อ ช่อดอกแต่ละช่อมีดอกย่อยประมาณ 70 -85 ดอก
  • ผล ออกเป็นช่อเป็นรูปทรงกระบอกยาว ช่อผลมีสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีเหลืองและแดง ภายในแต่ละผลมีเมล็ดลักษณะกลม
    คุณค่าทางโภชนาการ
  • พริกไทยประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน (11.3 %) สตาร์ซ (50%) แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตานบี2 ไนอาซิน วิตามินซี

พริกไทย มีน้ำมันหอมระเหย (essential oil) เรียกว่าน้ำมันพริกไทย ในปริมาณร้อยละ 2-4 โดยพริกไทยดำ จะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่า และมีกลิ่นฉุนกว่าพริกไทยล่อน องค์ประกอบหลักของน้ำมันพริกไทย จะเป็นสารประกอบ จำพวกโมโนเทอร์ปีน (monoterpenes) ร้อยละ 60-80 เซสควิทเทอร์ปีน (sesquiterpenes) ร้อยละ 20-40 ที่สำคัญได้แก่ ลิโมนีน (Limonene) บี คาร์โยฟิลลีน (B-caryophyllene) บี ไพนีน (B-pinene) และไพนีน (pinene) เป็นต้น

การศึกษา โอลิโอเรซินพริกไทย (peper oleoresin) โดยนำพริกไทยมาสกัด (extraction) ด้วยตัวทำละลาย พบว่า โอลิโอเรซิน ประกอบด้วย สารจำพวก อัลคาลอยด์ ที่สำคัญคือไพเพอร์รีน (piperine) (ร้อยละ 5-9) ไพเพอร์ลิดีน (piperidine) และไพเพอร์รานีน (piperanine) ซึ่งไพเพอร์รีน (piperine) และไพเพอร์รานีน (piperanine) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นฉุน และรสเผ็ดร้อนการนำมาใช้ประโยชน์

พริกไทย นอกจากจะใช้แต่งกลิ่นรส (flavoring agent) และใช้เป็นสารกันเสีย (preservative) ที่ได้จากธรรมชาติแล้ว ยังนำมาใช้เป็นสมุนไพรด้วย โดยมีสรรพคุณตามตำรับยาไทยคือ ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและกระตุ้นประสาท ชาวจีนใช้พริกไทยระงับอาการปวดท้อง แก้ไข้มาลาเรีย แก้อหิวาตกโรค มีรายงานว่า piperine สามารถใช้แก้ลมบ้าหมู (Antiepileptic) ได้ และเมื่อเตรียมอนุพันธ์ของ piperine คือ Antiepilepsinine พบว่าสามารถแก้อาการชักได้ผลดีกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ผลงานวิจัยของ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่าสารพิเพอรีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) สามารถป้องกันและรักษาโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ

สรรพคุณของพริกไทยและวิธีใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของพริกไทยคือ ดอก ผลอ่อน ผลแก่ ใบ และเถา ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี

  • ดอกพริกไทย มีสรรพคุณใช้แก้ตาแดงเนื่องจากความดันโลหิตสูง
  • เมล็ดพริกไทย มีสรรพคุณใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ย่อยพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้มุตกิด แก้ลมอัมพฤกษ์ ในเมล็ดพริกไทยมีสารไปเปอรีน และสารฟินอลิกส์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็ง และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท
  • ใบพริกไทย มีสรรพคุณใช้แก้ลมจุกเสียด แก้ปวดมวนท้อง
  • เถาพริกไทย ใช้แก้อุระเสมหะ แก้อติสาร
  • รากพริกไทย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน และช่วยย่อยอาหาร
  • น้ำมันในพริกไทยช่วยลดน้ำหนัก และสามารถใช้นวดส่วนที่ต้องการลดได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารไปเปอรีนในพริกไทยสามารถใช้แก้โรคลมชักหรือลมบ้าหมู (epileptic) ได้ อนุพันธุ์ของสารนี้ ชื่อ antiepilepsirine ใช้แก้อาการชัก และมีผลข้างเคียงน้อย และยังพบว่า ไปเปอรีนในพริกไทยมีฤทธิ์ฆ่าแมลงวันได้ดีกว่าไพรีทริน(pyrethrin) และไม่มีพิษต่อคน อีกด้วย

การนำพริกไทยมาใช้ประโยชน์ นอกจากจะใช้แต่งกลิ่นรส และถนอมอาหารแล้ว ยังนำมาใช้เป็นสมุนไพรด้วย โดยมีสรรพคุณตามตำรับยาไทยคือ ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและกระตุ้นประสาท ชาวจีนใช้พริกไทยระงับอาการปวดท้อง แก้ไข้มาลาเรีย แก้อหิวาตกโรค มีรายงานว่า piperine สามารถใช้แก้ลมบ้าหมู (Antiepileptic) ได้ และเมื่อเตรียมอนุพันธ์ของ piperine คือ Antiepilepsinine พบว่าสามารถแก้อาการชักได้ผลดีกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ในขั้นตอนการผลิตพริกไทยดำ จะได้ส่วนที่เป็นพริกไทยเบา หรือเมล็ดลีบออกมาด้วย ชาวสวนส่วนใหญ่ จะนำพริกไทยเบานี้ไปทิ้ง หรือนำไปทำปุ๋ย ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (หป.ทผ.) จึงได้นำพริกไทยเบาส่วนนี้มาศึกษา การสกัดน้ำมันหอมระเหยและโอลิโอเรซิน พบปริมาณน้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.5 โดยมีคุณสมบัติทางเคมี และฟิสิกส์ใกล้เคียงกับน้ำมันพริกไทยดำ และมีปริมาณโอลิโอเรซิน ร้อยละ 10 ซึ่งประกอบด้วย piperine ร้อยละ 1.2 ซึ่งน้อยกว่าปริมาณ piperine ในพริกไทยดำ

วิธีเตรียมพริกไทยเพื่อทำเป็นยาสมุนไพรก็ไม่ยาก ให้นำผลแก่จัดไปตากแดดให้แห้ง ในแต่ละครั้งจะรับประทานครั้งละ 15-20 ผล ( ผลแก่จัดตากแห้ง ) ซึ่งเมื่อบดออกมาแล้วจะหนักประมาณ 0.5-1 กรัม เมื่อบดเป็นผงแล้วก็นำไปชงกับน้ำอุ่นรับประทาน หรือทำเป็นลูกกลอนก็ได้ แต่บางท่านก็รับประทานผลแก่ตากแห้ง 15-20 ผล โดยไม่บดเลยก็มี ซึ่งก็ได้เหมือนกัน เนื่องจากพริกไทยจัดเป็นอาหารและยาด้วย ดังนั้นผลข้างเคียงแทบจะไม่พบเลย แต่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ เนื่องจากพริกไทยมีรสเผ็ดและจัดเป็นยาร้อน หญิงมีครรภ์อ่อนๆไม่ควรรับประทานมากนะคะ เพราะว่าอาจจะทำให้แท้งได้

ข้อแตกต่างระหว่างพริกไทยดำ กับ พริกไทยขาว
ทั้ง พริกไทยดำ (Black Piper) และพริกไทยขาว (White Piper) ได้มาจากพืชชนิดเดียวกันคือ พริกไทย แต่วิธีการเก็บเกี่ยวต่างกัน

คือ

  • พริกไทยดำ ได้จากการเก็บเกี่ยวผลพริกไทยที่เป็นผลแก่เต็มที่แต่ยังไม่สุก เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วนำไปตากแดดบนลาน ใช้สังกะสีหรือผ้าใบคลุมให้ผลหลุดจากขั้ว ร่อนแล้วนำมาผึ่งแดดให้แห้งประมาณ 4 – 5 วัน ผิวก็จะเหี่ยวย่น เปลี่ยนเป็นสีดำ
  • พริกไทยขาว ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผริกไทยที่แก่จัด และผลเริ่มสุกเป็นสีแดงและกลายเป็นสีดำ จากนั้นจึงนำไปแช่น้ำ เพื่อลอกเอาเปลือกชั้นนอกออกไปเหลือแต่เมล็ดข้างใน และนำไปแช่ในน้ำที่ไหลหรือน้ำที่นิ่ง แต่พริกไทยที่แช่ในน้ำไหลจะมีสีขาวกว่าที่แช่ในน้ำนิ่ง โดยใช้เวลาประมาณ 7 -14 วัน แล้วจึงนำมานวดเพื่อลอกเอาเปลือกออก ล้างด้วยน้ำสะอาดและนำไปตากแดดทันที ประมาณ 4 – 5 วันก็จะแห้งสนิท ได้เป็นพริกไทยขาว บางครั้งเรียกกันว่า พริกไทยล่อน

กินพริกไทยมากเกินไปมีโทษอะไร

  • ทำให้ตาลาย เวียนศีรษะ เกิดฝีหนองเนื่องจากพริกไทยมีคุณสมบัติร้อนและแห้ง ถ้ากินมากทำให้ม้าม กระเพาะอาหาร ปอดถูกทำลาย
  • ปอดแห้ง ปอดร้อน ทำให้เกิดฝีที่ผิวหนัง มีการอักเสบ เพราะรสเผ็ดวิ่งเส้นลมปราณปอดกระจายสู่ผิวหนังกระเพาะอาหาร ม้าม ร้อนแห้ง เกิดอาการอาเจียนเป็นเลือด
  • คนที่กินพริกไทยมากและบ่อยเกินไป ทำให้ตาอักเสบได้ง่าย ทำให้คอบวมอักเสบเจ็บคอบ่อย เป็นแผลในปากและฟันอักเสบเป็นหนอง

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพริกไทยที่สำคัญคือ อะไร

  • พบว่าการกินพริกไทยจะเพิ่มการหลั่งน้ำย่อยของระบบทางเดินอาหารและเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้
  • มีฤทธิ์ในการลดไข้ กระจายความเย็นที่กระทบร่างกายทำให้เกิดไข้
  • ฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิ และเชื้อแบคทีเรีย
  • ฤทธิ์ในการลดไขมันในเลือด

ข้อสรุปการใช้พริกไทยในการรักษาโรค หรือเพื่อดูแลสุขภาพ ควรคำนึงถึงอะไรบ้าง
พริกไทยมีคุณสมบัติร้อน รสเผ็ด กระจายตามเส้นลมปราณ กระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ และรสเผ็ดวิ่งกระจายออกตามผิวหนังด้วย

คนที่เหมาะกับพริกไทย หรือจะนำพริกไทยประกอบการรักษาโรคควรต้องเป็นคนที่มีภาวะหยางในร่างกายน้อย หรือกระทบลมความเย็นเป็นหลัก การใช้ประกอบการดูแลสุขภาพที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น ควรปรึกษาผู้รู้ไม่ควรกินนานจนเกินไป
โดยเฉพาะผู้ที่มีหยางในร่างกายมาก เพราะจะทำให้เสียสุขภาพได้ง่ายๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *