พริกหวาน สรรพคุณ ประโยชน์ของพริกหวาน

พริกหวาน สรรพคุณ ประโยชน์ของ พริกหวาน ภาษาอังกฤษ

สรรพคุณของพริกหวาน ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย และช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น สาร Capsaisin จะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย พริกหวานสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัวและช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นได้ด้วยดี

พริกชนิดนี้รสชาติหวาน ไม่เผ็ด สามารถรับประทานสดในสลัด หรือนำมาผัดกับผักชนิดต่างๆ ได้ ให้สีสันน่ารับประทาน และยังให้คุณค่าทางวิตามิน A, B1, B2 และ C มีสารแคปไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจก โรคมะเร็ง

พริกหวานหรือพริกยักษ์ ( SWEET PEPPER / BELL PEPPER )
ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum annuum
ชื่อื่น พริกยักษ์, พริกระฆัง, พริกตุ้มใหญ่

พริกหวาน อยู่ในตระกูล มะเขือ ( Solanaceae ) ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับ มะเขือเทศ ยาสูบ มันฝรั่ง ฯลฯ พริกเป็นพืชข้ามปี แต่ที่ปลูกเป็นการค้า ส่วนใหญ่จะปลูกฤดูเดียว ทำให้มีสายพันธุ์ใหม่จำนวนมาก มีความแตกต่างกันทั้งในด้านความสูง ขนาดทรงพุ่ม ขนาดของใบ จำนวนดอกต่อช่อ ลักษณะขนาด สีของผล ตลอดจนรสชาติและความเผ็ดผลมีลักษณะกลมยาวขนาดใหญ่พริกหวาน สีเขียว จะเป็นที่ต้องการของตลาดแต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือ เหลือง ส้ม หรือม่วง

ลักษณะของพริกหวาน

  • ต้นพริกหวาน จัดเป็นพืชข้ามปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว การเติบโตในระยะแรกจะเจริญเป็นลำต้นเดี่ยว เมื่อติดดอกช่อแรกตรงยอดแล้ว จากนั้นจะแตกกิ่งแขนงในแนวตั้งเป็นสองกิ่ง ทำให้จำนวนกิ่งเพิ่มขึ้น ตลอดฤดูการเจริญเติบโตผลผลิตที่ได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนกิ่งและจำนวนผลต่อต้น ในช่วงระแรกที่กิ่งเจริญเป็นกิ่งอ่อน ต่อจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นกิ่งแก่ที่มีความแข็งและเปราะหักได้ง่าย โดยมีความสูงของต้นอยู่ประมาณ 0.5-1.5 เมตร มีรากเจริญในแนวดิ่งลึกประมาณ 90-120 เซนติเมตร รากแขนงแผ่กว้างออกด้านข้างประมาณ 90 เซนติเมตร ส่วนรากใหญ่จะอยู่กันอย่างหนาแน่นในระดับความลึกประมาณ 50-60 เซนติเมตร สำหรับการปลูกพริกหวานนั้น จะขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดินในสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียว
  • ใบพริกหวาน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับกัน ขนาดจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ปลูก เมื่อใบเจริญ 9-11 ใบ ดอกแรกก็จะเจริญ
  • ดอกพริกหวาน ออกเป็นดอกเดี่ยว ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ประกอบไปด้วยกลีบดอก 5 กลีบ ส่วนใหญ่แล้วดอกพริกหวานจะเป็นสีขาว แต่ก็มีบางสายพันธุ์ที่เป็นสีม่วง ดอกมีเกสรเพศผู้แยกกัน มีจำนวน 5 อัน อับละอองเกสรเป็นสีม่วง ยอดเกสรเพศเมียบางพันธ์จะอยู่สูงกว่าอับละอองเกสร ดอกพริกหวานสามารถเจริญได้ทั้งในสภาพช่วงแสงสั้นและช่วงแสงยาว โดยปกติแล้วดอกจะเจริญหลังย้ายปลูกประมาณ 1-2 ดอก ส่วนการผสมเกสร พริกหวานเป็นพืชที่ผสมตัวเอง แต่ก็มีการผสมข้ามพันธุ์โดยธรรมชาติสูง จึงทำให้มีสายพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาจำนวนมาก
  • การผสมเกสร พริกหวานเป็นพืชที่ผสมตัวเอง แต่มีการผสมข้ามโดยธรรมชาติ ทําให้มีสายพันธุ์ใหม่จํานวนมาก อาจจะเนื่อง มาจากมีแมลง ช่วยผสมเกสรมากและ นอกจากนี้ อับละอองเกสร จะเปิดหรือพร้อม ที่จะผสมหลังจากดอกบาน 2-3 วัน ดังนั้น ก่อนที่เกสรตัวผู้ จะพร้อมที่จะผสม เกสรตัวเมียอาจจะได้รับ ละอองเกสรจากต้นอื่น ควรให้มีการผสมเกสร ภายในเวลา 24-30 ชั่วโมงหลังดอกบาน ในสภาพอากาศ ที่มีความชื้นในอากาศตํ่า จะทําให้อัตราการติดผลลดลง
  • ผลพริกหวาน ผลมีลักษณะกลมยาว มีขนาดใหญ่ ในผลจะประกอบไปด้วยสารให้ความเผ็ดหรือ Capsaicin ในปริมาณที่ต่ำมาก ส่วนผลนั้นโดยทั่วไปจะเป็นสีเขียว ถ้าปล่อยให้แก่บนต้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่บางสายพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ อาจจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือ สีส้ม หรือสีม่วงก็ได้ โดยพริกสีเขียวจะประกอบไปด้วยสารคลอโรฟิลล์ พริกสีแดงหรือเหลืองจะเกิดจากเมล็ดสีแคโรทีนอยด์ ส่วนพริกสีม่วงจะเกิดจากเม็ดสีแอนโธไซยานิน และสีน้ำตาลจะเกิดจากการผสมระหว่างคลอโรฟิลล์ ไลโคปีน และเบต้าแคโรทีน ผลจะมีรูปทรงและขนาดแตกต่างกันออกไป บางพันธุ์อาจมีเปลือกหนา แต่บางพันธุ์จะบาง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 1-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-30 เซนติเมตร ผลแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วง จะมีปริมาณของวิตามินเอสูงกว่าเดิมถึง 10 เท่า และมีวิตามินซีสูงกว่า 2 เท่า

คุณค่าทางโภชนาการของพริกหวานสีเขียว ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 20 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 4.64 กรัม
  • น้ำตาล 2.4 กรัม
  • ใยอาหาร 1.8 กรัม
  • ไขมัน 0.17 กรัม
  • โปรตีน 0.86 กรัม
  • วิตามินเอ 18 ไมโครกรัม (2%)
  • เบต้าแคโรทีน 208 ไมโครกรัม (2%)
  • ลูทีน และ ซีแซนทีน 341 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี1 0.057 มิลลิกรัม (5%)
  • วิตามินบี2 0.028 มิลลิกรัม (2%)
  • วิตามินบี3 0.48 มิลลิกรัม (3%)
  • วิตามินบี5 0.099 มิลลิกรัม (2%)
  • วิตามินบี6 0.224 มิลลิกรัม (17%)
  • วิตามินบี9 10 ไมโครกรัม (3%)
  • วิตามินซี 80.4 มิลลิกรัม (97%)
  • วิตามินอี 0.37 มิลลิกรัม (2%)
  • วิตามินเค 7.4 ไมโครกรัม (7%)
  • แคลเซียม 10 มิลลิกรัม (1%)
  • ธาตุเหล็ก 0.34 มิลลิกรัม (3%)
  • แมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม (3%)
  • แมงกานีส 0.122 มิลลิกรัม (6%)
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม (3%)
  • โพแทสเซียม 175 มิลลิกรัม (4%)
  • โซเดียม 3 มิลลิกรัม (0%)
  • สังกะสี 0.13 มิลลิกรัม (1%)
  • ฟลูออไรด์ 2 ไมโครกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

สภาพแวดล้อม
พริกหวานต้องปลูกในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิได้เพราะต้องการสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ ไม่ทนทานต่อน้ำค้างแข็ง อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญอยู่ระหว่าง 20 – 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางคืนไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส ในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ ในอุณหภูมิต่ำสามารถทำให้ผลเจริญโดยไม่มีเมล็ด

ประโยชน์
พริกหวาน มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยม เนื้อหนา มีหลายสีทั้งเขียว แดง เหลือง ส้ม และสีช็อคโกแลค มีรสชาติหวาน ไม่เผ็ด สามารถรับประทานสดในสลัด หรือนำมาผัดกับผักชนิดต่างๆ ให้สีสันน่ารับประทาน มีคุณค่าทางวิตามิน A, B1, B2 และ C มีสารแคบไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจก และโรคมะเร็ง

สรรพคุณทางยา
ช่วยกระตุ้นทางการทำงานของกระเพาะอาหารทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขั้น ช่วยเจริญอาหารบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลากเกลื้อน และสามารถลดความด้นโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี

การปลูกพริกหวานหรือพริกยักษ์ หรือมีเมล็ดน้อยอุณหภูมิในระยะก่อนดอกบาน จะมีอิทธิพลต่อการติดของเมล็ด มากกว่าอุณหภูมิหลังดอกบาน การปลูกในฤดูหนาวควรควบคุมให้อุณหภูมิอากาศในโรงเรือนสูงกว่าข้างนอก 5 องศา เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต ทำให้ทรงพุ่มสูง

ที่มา : รศ. นิพนธ์ ไชยมงคล สาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร  http://www.monmai.com/พริกหวาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *