ขนุน สรรพคุณ

ขนุน สรรพคุณ และประโยชน์ของเม็ดขนุนต้ม

ประโยชน์และสรรพคุณของขนุน เนื้อในเมล็ด ช่วยในการบำรุงกำลัง ขับน้ำนม บำรุงน้ำนม ควรนำไปต้มหรือเผาสุกก่อนรับประทาน ให้รสมัน ใบ ช่วยในการบำรุงโลหิต ช่วยขับพยาธิ แก้กามโรค โรคลมชัก หรืออาการท้องเสีย ตลอดจนแก้อาการจากโรคผิวหนังต่างๆ และยังช่วยในการระงับประสาทได้ด้วย ให้รสสุขุม (หวานชุ่มขม) ยาง ช่วยแก้อาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบ หรือแผลมีหนองอักเสบเรื้อรัง และแก้อาการบวมอักเสบ ให้รสฝาด

ขนุนไม้มงคลของไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีรสชาติหอมหวาน ถูกปากนักชิมที่ชอบผลไม้ทั้งหลายมานาน ผลขนุนอ่อนจะมีใยอาหารมาก จึงมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายทำให้การบีบตัวของลำไส้เป็นไปอย่างปกติ ทำให้ท้องไม่ผูก สุขภาพดีอาการท้องอืดท้องเฟ้อก็ไม่มีเช่นกัน อีกทั้งรสฝาดของขนุนยังช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ด้วย ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อระบบการขับถ่ายของเราอย่างมาก ส่วนขนุนสุกก็มีคาร์โบไฮเดรตในรูปของน้ำตาลมาก จึงทำให้ผู้กินสดชื่น แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยง เพราะจะยิ่งเพิ่มระดับน้ำตาลให้มากขึ้น ส่วนสีต่างๆ ในเนื้อขนุนที่มีสารแคโรทีนยังเป็นสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน จึงป้องกันมะเร็งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam.
ชื่อสามัญ : Jack fruit tree
วงศ์ : MORACEAE
ชื่ออื่น : ขะนู (ชอง-จันทบุรี) ขะเนอ (เขมร) ซีคึย, ปะหน่อย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นะยวยซะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) นากอ (มลายู-ปัตตานี) เนน (ชาวบน-นครราชสีมา) มะหนุน (ภาคเหนือ,ภาคใต้) ล้าง,ลาน (ฉาน-เหนือ) หมักหมี้ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) หมากกลาง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูง 15 – 30 เมตร ลำต้นและกิ่งเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนมไหล
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปรี ขนาดกว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 10 – 15 เซนติเมตร ปลายใบทู่ ถึงแหลม โคนใบมน ผิวในด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบหนาผิวใบด้านล่างจะสากมือ
  • ดอก เป็นช่อแบบช่อเชิงสดแยกเพศอยู่รวมกัน ดอกเพศผู้เรียกว่า “ส่า” มักออกตามปลายกิ่ง ดอกเพศเมียจะออกตามกิ่งใหญ่และตามลำต้นยอดเกสรเพศเมีย เป็นหนามแหลม การออกดอก จะออกปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม และเมษายน – พฤษภาคม ส่วนของเนื้อที่รับประทานเจริญมาจากกลีบดอก ส่วนซังคือกลีบเลี้ยง
  • ผล เป็นผลรวมมีขนาดใหญ่

นิเวศวิทยา มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดียเป็นพืชเศรษฐกิจเมืองร้อนที่ให้ผลมีขนาดใหญ่ที่สุดสามารถ บริโภคทั้งผลดิบและผลสุก นอกจากนี้ยังนำไปแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่างๆ มีปลูกทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ขนุนเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ สามารถเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพพื้นที่ของประเทศไทย สภาพของดินที่ใช้ปลูกที่เหมาะสมควรมี PH อยู่ระหว่าง 5.5-7.5 ดินควรเป็นดินร่วน หรือร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี อายุการให้ผลจะเริ่มให้ผลเมื่ออายุประมาณ 4 ปี สามารถให้ผลต่อไปได้อย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 25 ปี อายุตั้งแต่เริ่มออกดอกถึงดอกบาน 20-25 วัน หลังดอกบานผลจะแก่เมื่ออายุ 120-150 วัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้นเมื่ออายุประมาณ 10 ปี อยู่ระหว่าง 25-30 ผล น้ำหนักต่อผลมีตั้งแต่ 5-50 กิโลกรัม ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ถ้าเป็นขนุนในฤดูจะเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือน มกราคม-พฤษภาคม และถ้าเป็นขนุนนอกฤดูจะเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ตุลาคม

ออกดอก จะออกปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม และเมษายน – พฤษภาคม

ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด ติดตา และทาบกิ่ง

ประโยชน์ ผลอ่อนใช้ปรุงอาหารผลสุกเยื่อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน เมล็ดปรุงอาหาร เนื้อไม้ใช้ทำพื้นเรือนและสิ่งก่อสร้าง ครก สากกระเดื่อง หวี โทน รำมะนา ระนาด รากและแก่นให้สีเหลือง ถึงเหลืองอมน้ำตาล ใช้ย้อมผ้าและแพรไหม รากนำมาปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้ไข้ ใบเผาไฟกับซังข้าวโพดให้ดำเป็นถ่าน แล้วใส่รวมกับก้นกะลามะพร้าวขูด โรยรักษาบาดแผล

สรรพคุณ

  • ยวงและเมล็ด – รับประทานเป็นอาหาร
  • แก่นของขนุน – ต้มย้อมผ้าให้สีน้ำตาลแก่
  • ส่าแห้งของขนุน – ใช้ทำชุดจุดไฟได้
  • แก่นขนุนหนังหรือขนุนละมุด – มีรสหวานชุ่มขม บำรุงกำลังและโลหิต ทำให้เลือดเย็น สมาน
  • ใบขนุนละมุด – เผาให้เป็นถ่านผสมกับน้ำปูนใสหยอดหู แก้ปวดหู และหูเป็นน้ำหนวก
  • ไส้ในของขนุนละมุด – รับประทานแก้ตกเลือดทางทวารเบาของสตรีที่มากไปให้หยุดได้
  • แก่นและเนื้อไม้ – รับประทานแก้กามโรค
  • ใบขนุน รสหวานชุมขม (สุขุม) บำรุงโลหิต แก้กามโรค ขับพยาธิ ระงับประสาท แก้โรคลมชัก ต้มดื่มแก้ท้องเสีย ทาแก้โรคผิวหนัง นำใบขนุนแก่ 5- 10 ใบ มาต้มในน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 15 นาที นำมาดื่มเช้า- เย็น ก่อนอาหาร
  • ยางขนุน รสฝาด แก้อักเสบบวม แผลมีหนองเรื้อรัง แก้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเนื้อหุ้มเมล็ดสุก รสหวานหอม บำรุงกำลัง ชูหัวใจให้สดชื่น เป็นยาระบายอ่อนๆ หรือหมักทำเหล้า
  • เนื้อในเมล็ด รสมัน บำรุงน้ำนม ขับน้ำนม บำรุงกำลัง ควรต้มหรือเผาให้สุกก่อนรับประทาน

การปลูกเเละการดูเเลรักษา
วิธีการปลูกขนุน

  • ใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการทาบกิ่ง ติดตา หรือเสียบยอด
  • ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
  • ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 ซม.
  • ผสมดินด้วยปุ๋ยคอกจำนวน 5 กิโลกรัม และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตจำนวน 500 กรัม เข้าด้วยกันในหลุมให้สูง ประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม
  • ยกถุงต้นพันธุ์วางในหลุมโดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
  • ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปลายถุงทั้ง 2 ด้าน (ซ้ายและขวา)
  • ดึงถุงพลาสติกออกโดยระวังอย่าให้ดินแตก
  • กลบดินที่เหลือลงในหลุม อย่ากลบดินให้สูงถึงรอยเสียบยอดหรือรอยทาบ
  • กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น
  • ปักไม้หลักและผูกเชือกยึดกันลมพัดโยก
  • หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง
  • รดน้ำให้ชุ่ม
  • ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด
  • แกะผ้าพลาสติกที่พันรอยเสียบยอด หรือรอยทาบ เมื่อปลูกไปแล้วประมาณ ครึ่งเดือน

การให้น้ำ
หลังการปลูกถ้าฝนไม่ตกควรรดน้ำทุกวัน หลังจากนั้นถ้าฝนไม่ตกอีกควรรดน้ำประมาณ 3-4 วัน/ครั้ง จนเห็นว่าตั้งตัวดีจึงเว้นการรดน้ำให้ห่างออกไป ในฤดูแล้งนั้นควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ

การปฏิบัติอื่นๆ
หลังจากปลูกไปแล้วเมื่อต้นมีการเจริญเติบโตสูงประมาณ 70 ซม. ควรตัดยอด หรือเด็ดยอดเพื่อให้แตกกิ่งแขนงข้าง แล้วเลือกกิ่งแขนงไว้ประมาณ 3-4 กิ่ง โดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ ทำมุมกว้างกับลำต้น ในปีที่ 2-3 ปล่อยให้กิ่งแขนงที่เลือกไว้เจริญเต็มที่ แต่ถ้ามีกิ่งแขนงย่อยแตกจากกิ่งแขนงใหญ่แน่นเกินไป ให้ตัดกิ่งแขนงย่อยออกบ้าง นอกจากนี้ให้ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค กิ่งที่ฉีกขาดและแห้ง กิ่งกระโดงออก โดยเฉพาะหลังเก็บเกี่ยวแล้ว

เม็ดขนุนอุดมไปด้วยวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 (Thiamine) วิตามินบี2 (Riboflavin) และวิตามินซี และแร่ธาตุจำเป็น เช่น ชิงค์ ธาตุเหล็ก แคลเซียม โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมงกานีส ทองแดง เป็นต้น

รวมทั้งสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ เช่น สารพอลิฟีนอล (Polyphenol) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และซาโปนิน (Saponin)

ประโยชน์และสรรพคุณของเมล็ดขนุน

  • เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับคุณแม่ลูกอ่อนที่กำลังให้นมบุตร เพราะกินแล้วจะช่วยบำรุงน้ำนม เพิ่มน้ำนม และช่วยขับน้ำนมให้มีมากขึ้น
  • ช่วยบำรุงผิวและเล็บให้สวยสุขภาพดี
  • ช่วยบำรุงผม ทำให้ผมดกดำ และผมหนาขึ้นด้วย
  • ช่วยชะลอความแก่
  • ช่วยบำรุงสายตา
  • ช่วยบำรุงระบบประสาท
  • ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
  • ช่วยต้านความเครียด ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
  • ช่วยป้องกันมะเร็ง และต้านอนุมูลอิสระ
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไลด์ในเลือด
  • ช่วยควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป
  • มีฤทธ์ในการต้านโรคเบาหวาน
  • ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ช่วยกระตุ้นระบบเผลาผลาญพลังงานในร่างกาย หรือช่วยทำให้ผอม ช่วยในการลดความอ้วนนั่นเอง
  • ช่วยป้องกันฟันผุ (มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก)
  • มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่น แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ เป็นต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *