กะเพราแดง สรรพคุณ

กะเพราแดง สรรพคุณ ประโยชน์รักษากรดไหลย้อน

กะเพราแดง สรรพคุณ ตำรายาไทยระบุว่า “กระเพราะทั้ง 2” (กระเพราะขาว-กระเพราแดง) ใช้ทั้ง 5 ส่วน มีรสเผ็ดร้อน เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แต่ในทางยานิยมใช้กระเพราะแดงมากกว่ากระเพราะขาว เพราะมีฤทธิ์ทางยามากกว่า

กะเพรา เขียนอย่างไร? ระหว่าง กะเพรา หรือ กระเพรา หรือ กะเพา? ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นั้นที่ถูกต้องก็คือว่า กะเพรา [-เพรา] ที่เป็นไม้ล้มลุกใช้ปรุงเป็นอาหาร ส่วนคำว่า “กะเพา” จะหมายถึงเครื่องสานชนิดหนึ่ง และคำว่า “กระเพรา” ไม่พบในพจนานุกรมแต่อย่างใด สรุปก็คือ เขียนว่า “กะเพรา”

ชื่อเครื่อง ยากระเพราแดง
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา
ได้จาก ใบ และยอด
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา กระเพราแดง
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) กอมก้อ กอมก้อขาว กอมก้อดำ กระเพราขน กระเพราะดำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum sanctum Linn.
ชื่อพ้อง Ocimum tenuiflorum Linn.
ชื่อวงศ์ Labiatae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา :
ใบและลำต้นมีสีเขียวอมม่วงแดง ใบทั้งสองด้านมีขนมากโดยเฉพาะส่วนยอด เนื้อใบบาง ใบรูปร่างรีหรือรีขอบขนาน กว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 2-4.5 เซนติเมตร ปลายใบและโคนใบอาจแหลมหรือมน ขอบใบค่อนข้างหยัก ใบและยอดรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม
ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:ปริมาณน้ำไม่เกิน 14% v/w ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 2.0% w/w ปริมาณเถ้าซัลเฟต ไม่เกิน 20.0% w/w ปริมาณสารสกัดเอทานอลไม่น้อยกว่า 5% w/w ปริมาณสารสกัดด้วยน้ำ ไม่น้อยกว่า 20% w/w ปริมาณสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม ไม่น้อยกว่า 5% w/w ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย ไม่น้อยกว่า 1% v/w

สรรพคุณ:

  • ตำรายาไทย: ใช้ใบและยอดกระเพราะ ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับผายลม แก้อาการจุกเสียดในท้อง ทำให้เรอ แก้ท้องร่วง แก้คลื่นไส้อาเจียน ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ใช้ทาภายนอกแก้โรคผิวหนัง แก้อาการปวดท้องในเด็กทารก ใช้ใบสดตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำนำมาผสมกับน้ำยามหาหิงคุ์ แล้วใช้ทาบริเวณ รอบๆสะดือ และทาที่ฝ่าเท้าแก้อาการปวดท้องของเด็กได้ ใช้เป็นยาเพิ่มน้ำนมสตรีหลังคลอด ขับน้ำนม บรรเทาอาการไข้เรื้อรัง แก้ปวดฟัน
  • ตำรายาไทยระบุว่า “กระเพราะทั้ง 2” (กระเพราะขาว-กระเพราแดง) ใช้ทั้ง 5 ส่วน มีรสเผ็ดร้อน เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แต่ในทางยานิยมใช้กระเพราะแดงมากกว่ากระเพราะขาว เพราะมีฤทธิ์ทางยามากกว่า
    โบราณใช้น้ำคั้นใบกระเพรา กินเพื่อขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย ทาผิวหนังแก้กลากเกลื้อนและโรคผิวหนังอื่นๆ ใช้หยอดหู แก้อาการปวดหู ใบกระเพราะทำเป็นยาชง ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ และขับลมในเด็กอ่อน คนไทยสมัยก่อนนิยมกินแกงเลียงใบกะเพราหลังคลอดบุตร เพื่อขับลมและบำรุงธาตุให้เป็นปกติ
  • ยาพื้นบ้านของอินเดีย: ใช้น้ำคั้นจากใบกินขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ทาที่ผิวหนังแก้กลาก หยอดหูแก้ปวดหู ชงกินเป็นยาบำรุงธาตุ ขับลม ในชวาใช้ใบปรุงอาหาร รับประทานเพื่อขับน้ำนม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
1. ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม ปวดท้อง ใช้ใบสด 1 กำมือ (น้ำหนักสดประมาณ 25 กรัม หรือใบแห้ง 4 กรัม ต้มให้เดือด เอาแต่น้ำดื่ม หรือจะใช้ใบกระเพราะแห้ง ชงกับน้ำดื่มเป็นยาขับลม ถ้าป่นเป็นผงให้ชงกับน้ำรับประทาน ในเด็กอ่อนใช้ใบสด ใส่เกลือเล็กน้อยบดให้ละเอียดผสมน้ำผึ้งหยอดให้เด็กอ่อนเพิ่งคลอด 2-3 หยด เป็นเวลา 2-3 วัน จะช่วยขับลมและถ่ายขี้เทา
2. แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ) ใช้ใบและยอดสด 1 กำมือ (ประมาณ 25 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม

องค์ประกอบทางเคมี:
ใบมีน้ำมันระเหยง่าย 1.7% ประกอบด้วย methyl eugenol (37.7%), caryophylllene, methyl chavicol, linalool , ocimol, pinene, camphor, camphene, sabinene, limonene, cineol, borneol, terpinolene, terpinene, cymene สารกลุ่มอื่นๆ ที่พบเช่น apigenin, luteolin

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
น้ำมันระเหยง่ายมีฤทธิ์ต้านจุลชีพและฆ่าแมลง ฆ่ายุง ยับยั้งเชื้อวัณโรคในหลอดทดลอง สารสกัดใบด้วยอีเทอร์และแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ E.coli สารสกัดแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ปกป้องตับ คลายกล้ามเนื้อเรียบในหนู สารสกัดด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคกลาก สารสกัดแอลกอฮอล์รักษาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากแอสไพรินในหนู การทดลองในสัตว์พบว่าน้ำสกัดทั้งต้นมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สาร eugenol ในใบมีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน และลดอาการจุกเสียด

การศึกษาทางคลินิก:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางพิษวิทยา:
การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 35,714 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ

กะเพราแดง : Red Holy Basil
กะเพราแดง : Red Thai Holy basil
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum sanctum
อยู่ในวงค์ : Labiatae

กะเพราแดง (Ka-Pow-Dang) เป็นกะเพราชนิดหนึ่ง เป็นพืชสมุนไพร เป็นพืชล้มลุก มีทรงพุ่ม มีอายุหลายปี เจริญเติบโตได้ง่ายๆ ลำต้นมีลักษณะกลมๆ มีสีเขียวอมแดง โคนเนื้อแข็ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ใบมีลักษณะทรงรีเล็กๆ ขอบใบเป็นรอยหยักเล็กๆ ใบมีสีเขียวอมม่วงแดง หรือสีน้ำตาลอมแดง ใบด้านบนสีเข้มกว่าใบด้านล่าง มีก้านใบยาวรองรับ มีขนสีขาวเล็กๆปกคลุม ใบบอบบาง ช้ำง่ายและเหี่ยวง่าย รสชาติเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอมแรง มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ดอกออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว ตั้งขึ้นคล้ายฉัตร มีดอกย่อยอยู่ ออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง ดอกย่อย มีลักษณะเล็กๆ รูปคล้ายระฆัง กลีบดอกมีสีขาวแกมม่วงแดง เมื่อผลแก่แห้งแล้วจะแตกออก ภายในจะมีเมล็ดอยู่มากมาย เมล็ดมีลักษณะทรงรีเล็กๆ มีสีดำ นำมาประกอบอาหารเมนูต่างๆ ได้หลายเมนู นิยมปลูกเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน กะเพราแดงจะมีกลิ่นแรงกว่ากะเพราขาว

  • ลำต้น เป็นพืชสมุนไพร เป็นพืชล้มลุก มีทรงพุ่ม ลำต้นเดี่ยว มีลักษณะกลมๆ โคนต้นสูงมีเนื้อแข็ง แตกกิ่งก้านสาขามาก มีขนปกคลุม มีสีเขียวอมแดง
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ใบมีลักษณะทรงรีเล็กๆ ขอบใบเป็นรอยหยักเล็กๆ ใบมีสีเขียวอมม่วงแดง หรือสีน้ำตาลอมแดง ใบด้านบนสีเข้มกว่าใบด้านล่าง มีก้านใบยาวรองรับ มีขนสีขาวเล็กๆปกคลุม ใบบอบบาง ช้ำง่ายและเหี่ยวง่าย รสชาติเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอมแรง มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว
  • ราก มีระบบรากแก้ว แทงลึกลงในดิน มีลักษณะกลมเล็กๆ มีรากแขนงรากฝอยเล็กๆ มีสีน้ำตาล มีกลิ่นเฉพาะตัว
  • ดอก ออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว ตั้งขึ้นคล้ายฉัตร มีดอกย่อยอยู่ ออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง ดอกย่อย มีลักษณะเล็กๆ รูปคล้ายระฆัง กลีบดอกมีสีขาวแกมม่วงแดง
  • ผล มีลักษณะทรงไข่เล็กๆ ผลแก่แห้งจะแตกออก จะมีเมล็ดเล็กสีดำอยู่มากมาย
  • เมล็ด เมื่อผลแก่แห้งแล้วจะแตกออก ภายในจะมีเมล็ดอยู่มากมาย มีลักษณะทรงรีเล็กๆ มีสีดำ

ประโยชน์และสรรพคุณกะเพราแดง

มีวิตามินเอ มีโพแทสเซียม มีฟอสฟอรัส มีเบตาแคโรทีน มีวิตามินซี มีวิตามินบี1 มีวิตามินบี2 มีวิตามินบี3 มีวิตามินบี5 มีวิตามินบี6 มีวิตามินบี9 มีแคลเซียม มีเส้นใย มีโปรตีน มีคาร์โบไฮเดรต มีวิตามินเอ มีโซเดียม มีสังกะสี มีน้ำตาล มีไขมัน มีพลังงาน

แก้หวัด แก้ไข้สันนิบาต ช่วยรักษาไข้มาลาเรีย เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ท้องขึ้น แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม ช่วยขับผายลม แก้ปวดท้อง ช่วยทำให้เรอ ช่วยบำรุงธาตุ ช่วยรักษาโรคผิวหนัง ช่วยรักษากลากเกลื้อน แก้ลมพิษ แก้พิษตานซาง แก้คลื่นไส้อาเจียน ช่วยขับเหงื่อ ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องร่วง ช่วยรักษาโรคธาตุพิการ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยขับน้ำนม

สูตรน้ำใบกะเพรา ช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อน

วิธีทำน้ำกะเพรา

  1. นำกะเพรา 1 กำ (ทั้งลำต้นและใบ) ประมาณ 1 ขีด มาล้างให้สะอาดด้วยน้ำจุลินทรีย์ EM (แช่ 1 ช.ม.) หรือน้ำยาล้างผักเพื่อล้างยาฆ่าแมลงออก
  2. ใส่น้ำ 2 – 3 ลิตรลงในหม้อ นำกะเพราใส่ลงไปทั้งหมด ทั้งลำต้นและใบ
  3. ปิดฝาหม้อ ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ต้มประมาณ 15 – 20 นาที พอน้ำเดือดปุ๊บให้ปิดแก๊สทันที ข้อมูลเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผม หากใช้ไฟอ่อนเกินไป ฤทธิ์ยาในกะเพราจะไม่ออกมา ควรกะปริมาณไฟที่ต้ม ให้น้ำเดือดภายใน 15 – 20 นาที
  4. ดื่มหลังอาหาร 1 แก้ว 250 ml
  5. ถ้าน้ำกะเพราเย็นลง หรือ ดื่มไม่หมด ไม่ต้องอุ่นหรือต้มซ้ำ ให้แช่เย็นไว้ดื่ม เพื่อไว้ดื่มได้หลายๆ วัน

หมายเหตุ

  1. ถ้าใช้กะเพราแดงจะได้ผลดีกว่า
  2. จำไว้ว่า กะเพราเป็นสมุนไพรธาตุร้อน ถ้าดื่มน้ำกะเพราไปแล้วเกิดอาการร้อนใน ให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง
  3. อาการหนักประมาณ 6 – 8 แก้ว และหลังจากวันแรกที่ดื่ม ถ้าอาการทุเลาให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง ดื่มเฉพาะหลังอาหาร มื้อละ 1 – 2 แก้ว แต่ไม่ควรเกิน 4 แก้วต่อวัน
  4. ยาสมุนไพรไทย ใช้เวลารักษานานถึงจะหาย ต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทานยาเคมีสังเคราะห์เข้าช่วยเลย

ที่มา : ฐานข้อมูลเครื่องยาไทยอีสาน คณะ เภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *