กะหล่ำปลี สรรพคุณ ทางยา

กะหล่ำปลี สรรพคุณ ทางยา ประโยชน์และโทษของกะหล่ำปลี

สรรพคุณของกะหล่ำปลี ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการสะสมไขมันในเส้นเลือด ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ผิวดูสดใส และแลดูอ่อนกว่าวัย ปรับสมดุลความดันเลือด กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ช่วยลดอาการปวดหัว ช่วยขับสารพิษ และกรดยูริกส่วนเกินออกจากร่างกาย ป้องกันโรคกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นให้เจริญอาหาร แก้ร้อนใน ลดอาการเผ็ดร้อนจากอาหาร ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด และนอนหลับง่าย แก้อาการเต้านมคัดตึง ลดอาการอักเสบของแผล

กะหล่ำปลีเป็นผักที่มีคุณลักษณะหลายประการ คือ ให้คุณค่าทางอาหารสูงรสชาติดีรับประทานได้ทั้งดิบและสุก และมีอายุการเก็บรักษาได้นานวัน นอกจากคุณลักษณะทางกายภาพแล้ว กะหล่ำปลีเป็นพืชผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี รวมทั้งยังมีสารต้านการก่อตัวของโรคมะเร็งด้วย ซึ่งการรับประทานกะหล่ำปลีสดนั้นทำให้ได้รับวิตามินซีอย่างเต็มที่ เนื่องจากวิตามินซีนั้น สูญเสียได้ง่ายจากการได้รับความร้อน

กะหล่ำปลีเป็นพืชผักชนิดหนึ่ง ซึ่งแต่เดิมเป็นพืชที่ปลูกในเขตเมดิเตอร์เรเนียนแถบยุโรป ต่อมาได้แพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทย โดยในสมัยก่อนกะหล่ำปลีปลูกได้ดีเฉพาะฤดูหนาวทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ต่อมาเริ่มเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป จึงได้มีการพยายามปลูกกะหล่ำปลีนอกฤดูกันมากขึ้น และได้หาพันธุ์ทนร้อนเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย จึงทำให้ในปัจจุบันสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้ทุกฤดูกะหล่ำปลีเป็นผักอายุประมาณ 2 ปี แต่นิยมปลูกเป็นผักอายุปีเดียวคือ อายุตั้งแต่ย้ายปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 50-120 วัน ปลูกได้ผลดีในช่วงเดือนตุลาคม – มกราคมถ้าปลูกนอกเหนือจากนี้จะต้องเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม

ชื่อพื้นเมือง : กะหล่ำปลี (ทั่วไป), กะหล่ำใบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica oleracea L. var. capitata L.
ชื่อวงศ์ : BRASSICACEAE (CRUCIFERAE)
ชื่อสามัญ : Cabbage, Common Cabbage, White Cabbage, Red Cabbage

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นพืชสองปี สูง 40-60 เซนติเมตรเมื่อเติบโตเต็มที่ และสูง 150-200 เซนติเมตร เมื่อช่อดอกเจริญเติบโตเต็มที่ ระบบรากแผ่กระจายในดินระดับความลึก 20-30 เซนติเมตร รากแขนงอาจหยั่งลึกได้ถึง 1.5-2 เมตร ลำต้นไม่แตกแขนง ยาว 20-30 เซนติเมตร ลำต้นหนาแข็งตั้งตรง ใบเรียงซ้อนกันเป็นกระจุกแบบดอกกุหลาบ ใบรอบนอก 7-15 ใบ มีก้านใบ แผ่นใบยาว 25-30 เซนติเมตร กว้าง 20-30 เซนติเมตร ใบทางด้านบนเรียงซ้อนกันเป็นปลีรูปกลมหรือรูปทรงรี โดยเรียงสับหว่างกันอย่างหนาแน่น ปลีมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-30 เซนติเมตร การเรียงใบแบบสลับ แผ่นใบเรียบมีไขเคลือบ สีเทาจนถึงสีเขียวอมฟ้า ใบที่เรียงซ้อนกันอยู่ภายในปลีสีเขียวซีดจนถึงสีขาวครีม ถ้าเป็นกะหล่ำปลีสีม่วงจะมีแผ่นใบสีม่วงแดง ช่อดอกแบบช่อกระจะยาว 50-100 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยยาว 1.5-2 เซนติเมตร ดอกมีครบทั้ง 4 ส่วน เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงตั้งตรงสีเขียวอ่อน กลีบดอกรูปช้อนสีเหลือง ยาว 25 มิลลิเมตร กว้าง 10 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้ 6 อัน สั้น 2 อัน ยาว 4 อัน รังไข่เหนือวงกลีบ มี 2 รังไข่เชื่อมติดกันมีผนังเทียมกั้นบริเวณตรงกลาง มีต่อมน้ำต้อย 2 อัน อยู่ระหว่างรังไข่และเกสรเพศผู้ที่สั้น ผลแตกแบบผักกาด ยาว 5-10 เซนติเมตร กว้าง 0.5 เซนติเมตร มี 10-30 เมล็ด เมล็ดกลมสีน้ำตาล เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มิลลิเมตร

ประโยชน์กะหล่ำปลี

  1. ช่วยลดความอ้วน ล่าสุดมีงานวิจัยออกมาว่ากะหล่ำปลีมีกรดทาร์ทาริก ช่วยยับยั้งขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งไปเป็นไขมันสะสมในร่างกาย จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลได้
  2. เสริมสร้างภุมิคุ้มกัน ในกะหล่ำปลีมีวิตามินซีสูง ทำให้หวัดหายเร็ว ฟันและเหงือกแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งการนึ่ง อบ หรือผัด จะช่วยคงคุณค่าสารอาหารในกะหล่ำไว้ได้ดีที่สุด
  3. บำรุงกระดูกและฟัน กะหล่ำปลีอุดมไปด้วยแคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งดีต่อรางกายในการเสริมสร้างกระดูกในเด็กและคนชรา
  4. ลดความเสี่ยงจากมะเร็งลำไส้ การรับประทานกะหล่ำปลีในแบบสุก หรือแบบดิบก็ได้ประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งลำไส้ในผู้ชายลงถึงร้อยละ 66 และหากทานกำหล่ำปลีปรุงสุก วันละ 2 ช้อนโต๊ะ ก็จะช่วยป้องกันมะเร็งช่องท้องได้เช่นกัน
  5. ช่วยย่อยอาหารและล้างพิษ เนื่องจากในกำหล่ำปลีมีใยอาหารอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ จึงช่วยย่อยอาหาร ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด กระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  6. ทำให้นอนหลับสบาย สารซัลเฟอร์ในกำหล่ำปลีมีสรรพคุณช่วยระงับประสาท ทำให้รุ้สึกผ่อนคลายความตึงเครียด จึงทำให้นอนหลับดีขึ้น วิธีรับประทานคือ การนำกะหล่ำปลีไปคั้นสด ๆ แล้วดื่ม
  7. รักษาแผลในกระเพาะอาหาร กะหล่ำปลีมีสารต้านการอักเสบของแผลในกระเพาะและลำไส้ตามธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นเซลล์เยื่อบุกระเพาะและลำไส้ให้สร้างน้ำคัดหลั่งเคลือบผิวทางเดินอาหาร จึงป้องกันไม่ให้เิกิดแผลจากกรดในกระเพาะอาหารได้
  8. บรรเทาอาการปวดตึงคัดเต้านม การนำกะหล่ำปลีมาประคบเต้านมโดยลอกกะหล่ำปลีออกเป็นใบ แล้วนำมาประคบที่เต้านมข้างละใบ ใช้ผ้าพันทิ้งไว้ 20 นาที โดยไม่ต้องนวดคลึงอาการปวดบวมคัดตึงจะหายไป

คุณค่าทางอาหาร
ส่วนที่รับประทานได้หนัก 100 กรัม ประกอบด้วยน้ำ 91 กรัม โปรตีน 1.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 6 กรัม เส้นใย 0.8 กรัม แคลเซียม 55 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม วิตามินซี 50 มิลลิกรัม น้ำหนักแห้ง 7 เปอร์เซ็นต์ สำหรับกะหล่ำปลีที่ปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ 10-11 เปอร์เซ็นต์สำหรับกะหล่ำปลีที่ปลูกในทวีปยุโรป น้ำหนักเมล็ด 3-5 กรัมต่อ 1,000 เมล็ด

ในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน(Goibrogen) ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้ต่อมไทยรอยด์จับไอโอดินไปสร้างเป็นฮอร์โมนไทร๊อกซิน(Thyroscine) ได้ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอก แต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้ด้วยการต้ม จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีสุกจะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ

สายพันธุ์ของกะหล่ำปลี
สามารถแยกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
กะหล่ำปลีธรรมดา มีความสำคัญและปลูกมากที่สุดในแง่ผัก บริโภค มีลักษณะหัวหลายแบบ ตั้งแต่หัวกลม หัวแหลมเป็นรูปหัวใจ จนถึงกลมแบนราบ มีสีเขียวจนถึงเขียวอ่อน เป็นพันธุ์ที่ทนร้อน อายุการเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 50-60 วัน พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่พันธุ์ลูกผสมต่างๆ นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ผสมเปิดอื่น ๆ อีกเช่น พันธุ์โคเปนเฮเกนมาร์เก็ต พันธุ์โกเดนเอเลอร์
การปลูกกะหล่ำปลีกะหล่ำปลีแดง มีลักษณะหัวค่อนข้างกลม ใบสีแดงทับทิม ส่วนใหญ่มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน ต้องการอากาศหนาวเย็นพอสมควร เมื่อนำไปต้มน้ำจะมีสีแดงคล้ำ พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่พันธุ์รูบี้บอล รูบี้เพอเฟคชั่น
กะหล่ำปลีใบย่น มีลักษณะผิวใบหยิกย่นและเป็นคลื่นมากต้องการอากาศหนาวเย็นในการปลูก

สำหรับพันธุ์กะหลํ่าปลีที่นิยมปลูกโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
ดังนี้คือ

  1. พันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวระหว่าง 60-75 วัน ได้แก่
    พันธุ์โคเปนเฮเกนมาร์เก็ต มีลักษณะหัวกลมรี แน่น เส้นใบนูนเด่น มีนํ้าหนักระหว่าง 0.3-2 กิโลกรัม รสหวานกรอบ เก็บไว้ได้นาน ปลูกง่าย ต้องการอากาศหนาวน้อย อายุการเก็บเกี่ยวระหว่าง 60-65 วัน
    พันธุ์เออรี่เจอซี่เวดฟิลด์ มีลักษณะหัวเล็ก แน่น ฐานโต ยอดแหลมมีรสชาติ น้ำหนักและการปลูกเช่นเดียวกับพันธุ์โคเปนเฮเกนมาร์เก็ต แต่อายุการเก็บเกี่ยวมากกว่าคือประมาณ 65-75 วัน
    พันธุ์มาเรียนมาร์เก็ต, โกลเดนเอเคอร์ ลักษณะหัวแบนนิด ๆ มีขนาดโตกว่าพันธุ์โคเปนเฮเกนมาร์เก็ตเล็กน้อย หัวแน่น นํ้าหนักดี เก็บไว้ ได้นาน ขนย้ายได้สะดวก รสชาติดี กรอบ
  2. พันธุ์กลาง เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวระหว่าง 80-90 วัน ได้แก่ พันธุ์เฮนฮูเลนกลอรี่ พันธุ์ซัสเสสชัน และพันธุ์ออลซีซั่น ลักษณะหัวกลมแบนนิดๆ หัวแน่น นํ้าหนักอยู่ระหว่าง 1-3 กิโลกรัม ต้องการอากาศหนาวกว่าพันธุ์เบา เก็บไว้ได้นานพอสมควร สะดวกในการขนส่ง
  3. พันธุ์หนัก เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวระหว่าง 90-120 วัน ได้แก่ พันธุ์ชัวเฮทเบอพี พันธุ์พรีเมี่ยม พันธุ์แฟลชท์ดัชท์ พันธุ์วิชคอนชั่น และกะหลํ่าปลีจีนพันธุ์เซี่ยงไฮ้ เป็นกะหลํ่าปลีหัวใหญ่ แต่หัวไม่แน่นเหมือนพันธุ์เบาและพันธุ์กลาง นํ้าหนักอยู่ระหว่าง 2-4 กิโลกรัม ต้องการอากาศ เช่นเดียวกันระยะยาว รสชาติไม่ค่อยกรอบและเก็บไว้ได้ไม่นาน

การเตรียมดินปลูกกะหล่ำปลี
การปลูกกะหล่ำปลีแปลงเพาะกล้า เตรียมดินโดยการขุดไถให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร กว้าง 1 เมตร ยาวตามความต้องการ ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน แล้วคลุกด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ย่อยดินให้ละเอียดพอสมควร รดน้ำให้ชื้น แล้วทำการหว่านเมล็ดลงไป ควรพยายามหว่านเมล็ดให้กระจายบางๆ ถ้าต้องการปลูกเป็นแถวก็ควรจะทำร่องไว้ก่อนแล้วหว่านเมล็ดตามร่องที่เตรียม ไว้ คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งบาง ๆ เมื่อกล้าออกใบจริงประมาณ 1-2 ใบ ก็ทำการถอนแยกต้นที่แน่นหรืออ่อนแอทิ้ง
แปลงปลูก กะหล่ำปลีที่นิยมปลูกในประเทศไทยเป็นพันธุ์เบา ระบบรากตื้น ควรเตรียมดินลึกประมาณ 18-20 เซนติเมตร ตากดิน 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักให้มาก เพื่อปรับสภาพของดิน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยเฉพาะในดินทรายและดินเหนียว จากนั้นย่อยผิวหน้าดินให้มีขนาดก้อนเล็กแต่ไม่ต้องละเอียดจนเกินไป ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูก

การปลูกกะหล่ำปลีและการดูแลรักษา
การปลูกกะหล่ำปลี- เมื่อกล้ามีอายุได้ประมาณ 25-30 วัน จึงย้ายปลูกในแปลงปลูกที่เตรียมไว้ โดยให้มีระยะปลูก 30-40 x 30-40 เซนติเมตร การปลูกอาจปลูกเป็นแบบแถวเดียว หรือแถวคู่ก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของสวน

  • การใส่ปุ๋ย กะหล่ำปลีเป็นพืชที่ต้องการธาตุไนโตรเจนและโปตัสเซียมสูง เพื่อใช้ในการสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ต้นพืช โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ใส่รองพื้นขณะปลูก แล้วพรวนกลบลงในดิน ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากกะหล่ำปลีมีอายุได้ 7-14 วัน และควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต หรือยูเรียควบคู่ไปด้วย ซึ่งการใส่ปุ๋ยนี้ก็แบ่งใส่ 2 ครั้งเช่นกันคือใส่เมื่อกะหล่ำปลีมีอายุได้ 20 วัน และเมื่ออายุได้ 40 วัน โดยการโรยข้างๆ ต้น
  • การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยปล่อยไปตามร่องระหว่างแปลงประมาณ 7-10 วัน/ครั้ง ในเขตร้อนและแห้งแล้งจำเป็นต้องให้น้ำมากขึ้นและเมื่อกะหล่ำปลีเข้าปลีเต็ม ที่แล้วควรลดปริมาณน้ำให้น้อยลง เพราะหากกะหล่ำปลีได้รับน้ำมากเกินไปจะทำให้ปลีแตกได้
  • การพรวนดินและกำจัดวัชพืช ในระยะแรก ๆ ควรปฏิบัติบ่อย ๆ เพราะวัชพืชจะเป็นตัวแย่งอาหารในดินรวมทั้งเป็นที่อาศัยของโรคและแมลงอีก ด้วย

การเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลี
การปลูกกะหล่ำปลีอายุ การเก็บเกี่ยวของกะหล่ำปลีตั้งแต่ปลูกจนถึงวันเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับลักษณะ ของแต่ละพันธุ์ สำหรับพันธุ์เบาที่นิยมปลูกจะมีอายุประมาณ 50-60 วัน แต่พันธุ์หนักมีอายุถึง 120 วัน การเก็บควรเลือกหัวที่ห่อหัวแน่นและมีขนาดพอเหมาะ กะหล่ำปลี 1หัวมีน้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม หากปล่อยไว้นานหัวจะหลวมลง ทำให้คุณภาพของหัวกะหล่ำปลีลดลง การเก็บควรใช้มีดตัดให้ใบนอกที่หุ้มหัวติดมาด้วยเพราะจะทำให้สามารถเก็บ รักษาได้ตลอดวัน เมื่อตัดและขนออกนอกแปลงแล้วให้ตัดแต่งใบนอกออกเหลือเพียง 2-3 ใบ เพื่อป้องกันความเสียหายเนื่องจากการบรรจุและขนส่ง จากนั้นคัดแยกขนาด แล้วบรรจุถุง

ขอขอบคุณบทความจาก http://www.monmai.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *