กล้วยน้ำหว้า สรรพคุณ

กล้วยน้ำว้า สรรพคุณ วิธีใช้ ประโยชน์ของหัวปลี

กล้วยน้ำว้า สรรพคุณ (สมุนไพรรักษาโรคกระเพาะ) กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่อยู่คู่กับคนไทยเรามาแต่โบราณ ซึ่งกล้วยน้ำว้ายังสามารถรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย เพียงเรานำกล้วยน้ำว้าดิบที่ฝานตากแดดจนแห้งมาบดละเอียด แล้วนำมารับประทานโดยชงผสมกับน้ำเปล่าผสมน้ำผึ้ง หรือจะรับประทานแบบปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้ นอกจากนั้นยังสามารถนำผงจากผลดิบที่ได้ มาโรยลงในอาหารประเภทข้าวต้ม เพียงรับประทานวันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน จะสามารถป้องกันและรักษาแผลที่เกิดในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี เพราะในตัวกล้วยน้ำว้าดิบจะมีสารชนิดหนึ่งช่วยกระตุ้นให้เซลล์ในเยื่อบุกระเพาะหลั่งสาร “มิวซีน” ออกมา เพื่อทำหน้าที่เคลือบกระเพาะอาหารของเราไว้นั่นเอง

กล้วยน้ำว้าเป็นพืชบ้านที่ทุกคนรู้จักดี เพราะปลูกง่ายโตเร็ว ออกดอก ให้ผลแล้วก็จากไปพร้อมกับทิ้งทายาทใหม่โดยขยายพันธุ์ด้วยหน่อไว้มากมาย กล้วยน้ำว้าจัดเป็นผลไม้ เป็นผัก เป็นอาหารคาว อาหารหวาน อาหารว่าง ได้ทุกประเภทอาหารเพราะส่วนต่างๆ ของกล้วยใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ใช้เป็นอาหารสัตว์ เป็นภาชนะ เป็นวัสดุอุปกรณ์ เป็นของเล่น และเป็นส่วนสำคัญในพิธีกรรมต่างๆหลายอย่าง กล้วยทุกสถานะไม่ว่าดิบ ห่าม หรือสุก สามารถนำมาประกอบอาหาร ได้หลายรูปแบบ และรสชาติความอร่อยก็ไม่ซ้ำแบบกัน ตัวอย่างเช่น กล้วยน้ำว้าสุกงอม นำมาครูดหรือขูดเบาๆ สามารถใช้เป็นอาหารเริ่มต้นที่ดีสำหรับเด็กทารก เนื่องจากย่อยง่าย ช่วยระบายท้อง ส่วนกล้วยน้ำว้าดิบและห่าม นำมาใช้ทำแกงคั่ว ทำกล้วยฉาบ ปิ้ง นึ่ง ทอด อบ กวน และเชื่อม สำหรับกล้วยน้ำว้าสุก ก็จะนำมาทำเป็นของหวาน เช่น กล้วยบวชชี กล้วยแขก กล้วยตาก ขนมกล้วย นอกจากนั้นแล้วส่วนที่เป็นดอกกล้วย หรือที่เรียกว่า หัวปลี สามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของแกงเลียง ใช้เป็นอาหารบำรุงน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอด หรือใช้ใส่ต้มข่า ต้มยำ ยำหัวปลี หรือลวกและเผาจิ้มน้ำพริก ตลอดจนใช้เป็นเครื่องเคียง ผัดไทย ผัดหมี่ เต้าเจี้ยวหลน กะปิหลน ขนมจีนน้ำพริก ก็ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยมากยิ่งขึ้นได้

ชื่อวิทยาศาสตร์: Musa ABB cv. Kluai ‘Namwa
ชื่อวงศ์: MUSACEAE
ชื่อสามัญ: Banana
ชื่ออื่น : กล้วยมะลิอ่อง (จันทบุรี) กล้วยใต้ (เชียงใหม่, เชียงราย) กล้วยอ่อง (ชัยภูมิ) กล้วยตานีอ่อง (อุบลราชธานี)

ลักษณะทั่วไป:
ต้น พืชล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ 3.5 เมตร ลำต้นที่อยู่เหนือดิน รูปร่างกลม กาบเรียงเวียนซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม สีเขียวอ่อน ลำต้นสั้นอยู่ใต้ดิน
ใบ ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 25-40 ซม. ยาว 1-2 เมตร ปลายใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ด้านล่างมีนวลสีขาว เส้นใบขนานกันในแนวขวาง ก้านใบเป็นร่องแคบ
ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดห้อยลง เรียกว่า หัวปลี มีใบประดับขนาดใหญ่หุ้มสีแดงเข้ม เมื่อบานจะม้วนงอขึ้น ด้านนอกมีนวล ด้านในเกลี้ยง
ผล รูปรี ยาว 11-13 ซม. ผิวเรียบ ปลายเป็นจุก เนื้อในมีสีขาว พอสุกเปลือกผลเป็นสีเหลือง เนื้อมีรสหวาน รับประทานได้ หวีหนึ่งมี 10-16 ผล
เมล็ด บางครั้งมีเมล็ด เมล็ดกลม สีดำ

กล้วยน้ำว้า เป็นกล้วยพันธุ์หนึ่ง พัฒนามาจากลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี บริโภคกันอย่างแพร่หลาย ปลูกง่าย รสชาติดี สำหรับกล้วยน้ำว้าแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามสีของเนื้อ คือ น้ำว้าแดง น้ำว้าขาว และน้ำว้าเหลือง คนไทยรับประทานกล้วยน้ำว้าทั้งผลสด ต้ม ปิ้ง และนำมาประกอบอาหาร นอกจากนี้ยังมีกล้วยน้ำว้าดำ ซึ่งเปลือกมีสีครั่งปนดำ แต่เนื้อมีสีขาว รสชาติอร่อยคล้ายกล้วยน้ำว้าขาว สำหรับกล้วยตีบเหมาะที่จะรับประทานผลสด เพราะเมื่อนำไปย่าง หรือต้มจะมีรสฝาด

กล้วยแบ่งออกตามลักษณะได้ 3 กลุ่มดังนี้คือ
1. กล้วยน้ำว้าไส้แดง โดยมีคุณสมบัติดังนี้ ผลดก ไส้กลวงแข็ง, รสฝาด ทำกล้วยบวชชีไม่ดี เหมาะทำกล้วยเชื่อม, ข้าวต้มมัด ทำกล้วยตากสีจะคล้ำเหมือนกล้วยเก่า ทำกล้วยอบน้ำผึ้งได้ โดยรวมแล้วกล้วยน้ำว้าไส้แดงเหมาะกับการแปรรูปมากกว่าทานสดเพราะไส้แข็งไม่เละง่าย
2. กล้วยน้ำว้าไส้เหลือง เช่น พันธุ์ปากช่อง 50 ที่เหมาะสมทั้งการทานสดและแปรรูป เหมาะสำหรับกินสด แปรรูปกล้วย, กล้วยอบสีเหลืองตาก เชื่อม, บวชชี, กล้วยทอด, แป้งกล้วย โดยรวมแล้วกลุ่มนี้เหมาะสมทั้งการทานสดและแปรรูปจึงเหมาะกับเชิงการค้ามากที่สุด
3. กล้วยน้ำว้าไส้ขาว เช่นพันธุ์กล้วยกาบขาวสุพรรณบุรี หรือกล้วยน้ำว้าท่ายาง, กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง ไส้ขาว ผลป้อม, อ้วน, ทำกล้วยตาก, อบกรอบ เปลือกบาง, เนื้อสีจำปา, สุกเนื้อเหนียว , ไม่หยาบ, รสหวาน, กลิ่นหอม โดยส่วนใหญ่แล้วกลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้ขาวนี้เหมาะสมกับการทานสดมากกว่า เพราะว่าไส้เละง่ายจัดการแปรรูปลำบาก

คุณค่าทางอาหารและยา
กล้วยน้ำว้าเมื่อเทียบกับกล้วยหอมและกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าจะให้พลังงานมากที่สุด กล้วยน้ำว้าห่ามและสุกมีธาตุเหล็กในปริมาณสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซีช่วยบำรุงกระดูก ฟัน และเหงือกให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวพรรณดี มีเบต้าแคโรทีน ไนอาซีนและใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น กินกล้วยน้ำว้าสุก จะช่วยระบายท้องและสามารถรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันในเด็กเล็กได้ ช่วยลดอาการเจ็บคอ เจ็บหน้าอกที่มีอาการไอแห้งร่วมด้วย โดยกินวันละ 4-6 ลูก แบ่งกินกี่ครั้ง ก็ได้ กินกล้วยก่อนแปรงฟันทุกวันจะทำให้ไม่มีกลิ่นปาก และผิวพรรณดี เห็นผลได้ใน 1 สัปดาห์ กล้วยน้ำว้าดิบและห่ามมีสารแทนนิน เพคตินมีฤทธิ์ฝาดสมาน รักษา อาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ โดยกินครั้งละครึ่งผล หรือ 1 ผล อาการท้องเสียจะทุเลาลง นอกจากนี้จากการศึกษาวิจัยยังพบว่า มีผลในการรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย

  • ช่วยบรรเทาอาการ เจ็บคอ และอาการ เจ็บหน้าอก จากการ ไอแห้ง ทานวันละ 5-6 ผล จะช่วยให้อาการระคายเคืองลดน้อยลงได้
  • ช่วยเรื่อง กลิ่นปาก ทำให้ ลดกลิ่นปาก ได้ดี วิธีรับประทานคือทานกล้วยน้ำว้าหลังตื่นนอนทันที แล้วค่อยแปรงฟัน จะช่วยลดกลิ่นปากได้
  • ช่วยเป็น ยาระบายแก้ท้องผูก หรือระบบขับถ่ายไม่ปกติ วิธีรับประทานคือ ทาน กล้วยน้ำว้าสุก 1-2 ผล ก่อนนอน และดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยให้ถ่ายท้องได้ดีในวันรุ่งขึ้น
  • ช่วยแก้ท้องเดิน หรือ ท้องเสีย ได้ ในกล้วยน้ำว้าจะมี สารเทนนิน ซึ่งสามารถช่วยรักษาอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงได้ โดยการน้ำ กล้วยน้ำว้าดิบ หรือ กล้วยน้ำว้าห่าม มาปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นบางๆ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มนานครึ่งชั่วโมง ดื่มครั้งละ 1/2- 1 ถ้วยแก้ว ให้ดื่มทุกครั้งที่ถ่าย หรือทุกๆ 1-2 ชม. ใน 4-5 ชม.แรก หลังจากนั้นให้ดื่มทุกๆ 3-4 ชม. หรือ วันละ 3-4 ครั้ง (ถ้ายุ่งยาก ก็หายามาทานก็ได้ค่ะ)
  • ช่วยรักษา โรคกระเพาะ ได้ นำ กล้วยน้ำว้าดิบ มาปอกเปลือก แล้วนำเนื้อมาฝานเป็นแผ่นบางๆ แตกแดด 2 วัน ให้แห้งกรอบ บดเป็นผงให้ละเอียด ใช้ทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำข้าว หรือน้ำผึ้ง ทานก่อนอาหาร ครึ่งชม. หรือก่อนนอนทุกวัน
    เปลือกกล้วยน้ำว้า ช่วยบรรเทา อาการคัน อันเนื่องมาจากแมลงกัดต่อย และ ผื่นแดง จากอาการคันได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการ ต้านเชื้อรา และ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดหนอง

หัวปลี  (Banana Blossom) หัวปลีคือส่วนช่อดอกของต้นกล้วย อันประกอบด้วยดอกจริงที่จะถูกหุ้มอยู่ภายในด้วยใบประดับสีแดงขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นกาบซ้อนกันจนสุดปลายช่อ คล้ายดอกบัวตูม เมื่อดอกเพศเมียเจริญเป็นผลโดยที่ไม่ต้องได้รับการผสมเกสร จนเป็นกล้วยหวีเล็ก ๆ หรือที่เรียกกันว่า “กล้วยตีนเต่า” ชาวสวนก็จะตัดปลีที่ปลายช่อทิ้ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหารที่จะไปเลี้ยงผลกล้วย ทั้งยังเป็นการป้องกันการสะสมเชื้อโรคของเครือกล้วยด้วย

หัวปลี (สมุนไพรรักษาโรคกระเพาะ) เป็นสมุนไพรที่คุณแม่ลูกอ่อนแทบทุกคนต้องได้ลิ้มลองเพราะมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นน้ำนม นอกจากนี้หัวปลียังมีคุณสมบัติในการรักษาโรคกระเพาะอาหารได้ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีสาเหตุการเป็นโรคกระเพาะอาหารจากการดื่มสุรา วิธีการใช้ นำหัวปลีมาเผาแล้วบีบเอาแต่น้ำให้ได้ประมาณครึ่งแก้ว ให้กินติดต่อกันประมาณ 3 วันจะช่วยรักษาอาการปวดกระเพาะที่อักเสบเรื้อรังได้เป็นอย่างดี

สารเคมีที่พบ :

หัวปลี มีธาตุเหล็กมาก
หัวปลี และราก มี Triterpene หรือ Steroid
ผลกล้วย ทุกชนิดประกอบด้วย น้ำ แป้ง โปรตีน ไขมัน เส้นใย เกลือแร่ต่างๆ (โดยเฉพาะแคลเซียม เหล็ก และโปรแตสเซียมในกล้วยหอมมีมาก) วิตามิน และเอนไซม์ต่างๆ นอกจากนี้ยังมี Serotonin Noradrenaline และ Dopamine
ผลดิบ มีแป้ง Tannin acid, Gallic acid และ Pectin มาก
น้ำยาง มี Pelargonidin, Cyanidin, Delphinidin Palonidin Petunidin และ Malvidin

ขอขอบคุณบทความจาก http://www.monmai.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *