กระชาย สรรพคุณ

กระชาย สรรพคุณทางยา ประโยชน์กระชาย

กระชาย หรือ ขิงจีน เป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกเลี้ยงกันในประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระชายมีชื่อสามัญอื่นอีกคือ กระชายดำ (กลาง,มหาสารคาม) กะแอน (มหาสารคาม,เหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม) จี๊ปู (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน) ซีพู (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน) เป๊าะซอเร้าะ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) เป๊าะสี่ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) ละแอน (เหนือ) และ ว่านพระอาทิตย์ (กทม.)ชื่อสามัญ กระชายมี 3 ชนิด คือ กระชายดำ กระชายแดง กระชายเหลือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Boesenbergia pandurata (Roxb. ) Schitr (ภานุทรรศน์,2543)
Gastrochilus pandorata Ridl (จำลอง ฝั่งชลจิตร , 2542)
Kaempferia parviflora Wall. Ex Baker (เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม , 2544 )
Boesenbergia rotunda (Linn.) Mansf (สำนักงานข้อมูลสมุนไพร, 2531)

ชื่อวงศ์ ZINGLBERACEAE (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม )

ชื่อท้องถิ่น โดยทั่วไปแล้วจะเรียกกระชาย ในกรุงเทพ บางที่อาจจะเรียกว่าว่านพระอาทิตย์ ส่วนภาคเรียกว่า หัวละแอน หัวระแอน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะมหาสาราครามเรียกว่า ขิงทราย ขิงแดง ขิงกระชาย กะเหรียง-แม่ฮ่องสอนเรียกว่า (สถาบัญการแพทย์แผนไทย กรรมการแพทย์,กระทรงสาธารณสุข,2542)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้นกระชายนับว่าเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งมีความสูงประมาณ 2-3ฟุต มีลำต้นใต้ดินเรียกว่า “เหง้า” เป็นเหง้าสั้นแตกหน่อได้ เช่นเดียวกับขิง ข่า และขมิ้น รากอวบรูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาวปลายเรียวแหลมออกเป็นกระจุก มีผิวสีน้ำตาลอ่อนเนื้อใบสีเหลืองมีกลิ่นหอมเฉาะตัว ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นกาบใบที่หุ้มซ้อนกันเป็นชั้นๆ สีแดงเรื่อๆ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับตัวใบรูปรีปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ เส้นกลางใบ ก้านใบและกาบใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างนูนเป็นสัน ออกดอกเป็นช่อสีขาวหรือขาวอมชมพูที่ยอด (แทรกอยู่ระหว่างกาบใบ) ดอกบานทีละดอก มีลักษณะเป็นถุง ผลเป็นผลแห้งเมื่อแก่แล้ว (ภานุทรรศน์,2543 )

จะมีลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดจากส่วนต่างๆ คือ
ต้น เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นมีความสูงประมาณ 9 ซม. ส่วนกลางของลำต้นเป็นแกนแข็ง มีกาบหรือโคนใบหุ้ม

ใบ มีกลิ่นหอม ก้านใบแทงขึ้นจากหัวในดิน ออกเป็นรัศมีติดผิว ขนาดใบจะกว้าง 7-9 ซม. ยาว 30-35 ซม.

ดอก มีสีม่วงดอกออกเป็นช่อ กลีบรองกลีบดอกเชื่อมต่อกัน มีรูปลักษณะเป็นท่อ มีขน โคนเชื่อมติดกันเป็นช่อยาว เกสรตัวผู้จะเหมือนกับกลีบดอก อับเรณูอยู่ใกล้ปลาย ท่อเกสรตัวเมียมีขนาดยาว เล็ก ยอดของมันเป็นรูปปากแตร เกลี้ยงไม่มีขน(กรรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ,2542)

ผล ผลแก่มี 3 พู มีเมล็ดอยู่ด้านในเมื่อผลแก่เต็มที่จะไม่แตก (แพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ,2541 ) ส่วนที่นำมาใช้ จะเป็นส่วนของรากและเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งจะมีรสเผ็ดร้อน และขมเล็กน้อย (พรพรรณ ,2543 ) และในส่วนของลำต้น ใบ จะนำมาทำผักจิ้มได้ (อบเชย วงศ์ทอง ,2544 )

ประโยชน์ทางสมุนไพร เป็นพืชที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารโดยเฉพาะรากกระชาย ใช้เป็นเครื่องจิ้มหรือเป็นส่วนประกอบของน้ำพริกแกงโดยเฉพาะแกงที่ใส่ปลา เช่น แกงป่า ต้มโฮกอือ กระชายดับกลิ่นคาวของปลาได้ดี

ตำรายาไทย ใช้เหง้าแก้โรคในปากเช่นปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแห้ง ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด แก้ปวดมวนท้อง จากการทดลองในสารสกัดแอลกอฮอล์และคลอโรฟอร์ม พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังและในปากได้ดีพอควร
ส่วนในเหง้ากระชายนี้จะมีน้ำมันหอมระเหยและมีสารสำคัญหลายชนิดสะสมอยู่ซึ่งจะมีสรรพคุณในการดับกลิ่นคาวและเป็นสารที่มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรหลายชนิดสารทีว่านี้คือ สารแคมฟีน(Camphene) ทูจีน(Thujene) และการบูร เมื่อรับประทานเป็นอาหารจะพบได้ในน้ำยาขนมจีน และเครื่องผสมในเครื่องแกงต่างๆ เนื่องจากว่ากระชายมีสารต่างๆจึงมีสรรพคุณทางที่ช่วยในการแก้โรคต่างๆดั้งนี้

สรรพคุณของกระชาย

สรรพคุณในการบำรุงกำลัง
สรรพคุณในการแก้องคชาตตาย
สรรพคุณแก้ปวดข้อ
สรรพคุณแก้วิงเวียน แน่นหน้าอก
สรรพคุณแก้ท้องเดิน
สรรพคุณแก้แผลในปาก
สรรพคุณแก้ฝี
สรรพคุณแก้กลาก
สรรพคุณแก้บิด
สรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ
และในกระชายยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายซึ่งจะพบตรงเหง้าของกระชาย คือ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตตามินต่าง ซึ่งมีประโยชน์แก่ร่างกาย (คณะทำงานรวบรวมความรู้เกี่ยวกับผักในโครงการหนูรักผักสีเขียว , 2545 )

อ้างอิง จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี